วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งขาว

สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งขาว

                                                                                           ชวนพิศ  สิทธิมังค์

1.บทนำ
            ปัญหาทางการผลิตและการตลาดกุ้งกุลาดำในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา( 2544-2546)  ทำให้ผู้เลี้ยงเริ่มหันมาสนใจการเลี้ยงกุ้งขาวซึ่งเป็นกุ้งที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแถบประเทศลาตินอเมริกา อมริกา  อาฟริกา  และบางประเทศในทวีปเอเซีย  และเมื่อประเทศไทยประสบกับปัญหาทางการตลาดดังที่กล่าวข้างต้น  กรมประมงจึงได้อนุญาตให้เอกชนนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์กุ้งขาวเข้ามาเพาะเลี้ยง  โดยอนุญาตเป็นเวลา 1 ปี  โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม  2545 จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธุ์  2546
            อย่างไรก็ตามในระหว่างปี 2540-2541       ได้มีเอกชนได้นำกุ้งขาว P.Vanamei  จากประเทศไต้หวันมาทดลองเลี้ยงในจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออก   มีทั้งได้ผลดีเพราะเลี้ยงด้วยอาหารกุ้งกุลาดำที่มีโปรตีนสูงและล้มเหลวเพราะติดโรคตัวแดงดวงขาว  นอกจากนี้ผู้เลี้ยงในภาคตะวันออกบางราย  ได้พัฒนาการเลี้ยงต่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่น F2 และ F3   และได้มีการทดลองเลี้ยงในบ่อดินมาตามลำดับ   อีกทั้งยังมีการนำลูกกุ้งขาวเข้ามาในประเทศเป็นประจำโดยสำแดงสินค้าว่าเป็นลูกกุ้งกุลาดำ[1]  ดังนั้นกรมประมงจึงได้ออกประกาศงดอนุญาตนำลูกกุ้งทะเลเข้ามาในราชอาณาจักร  ในระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะที่การเลี้ยงและการตลาดกุ้งกุลาดำมีปัญหามาก  จึงมีเอกชนหลายรายพยายามหาทางที่จะนำกุ้งขาวเข้ามาเลี้ยง  แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต  ต่อมา(6 ส.ค 2544)บริษัทแซมได้ทำหนังสือ  เสนอข้อมูลต่างๆ ที่เคยเลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 15 ปี และปัญหากุ้งกุลาดำที่เกิดขึ้น  ตลอดจนต้องการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดโลก  จำเป็นต้องหากุ้งพันธุ์อื่นๆมาเลี้ยงเพื่อทดแทนสักระยะหนึ่ง  อีกทั้งบางประเทศสามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งปลอดเชื้อ(SPF)ได้แล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา  หากกรมประมงออกระเบียบกำหนดเงื่อนไขให้รัดกุม  เช่น การควบคุมตรวจสอบ  มีในรับรองที่เชื่อถือได้   ก็น่าจะอนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่กุ้งขาวเข้ามาในประเทศเพื่อเพาะเลี้ยงได้    ดีกว่าจะปล่อยให้มีการลักลอบการนำเข้า  ซึ่งยากต่อการควบคุม   และเนื่องจากกุ้งขาวเป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี   โดยเฉพาะการปรับตัวให้อยู่ในน้ำที่มีความเค็มตั้งแต่ 0.5-35 ppt ได้  จึงเป็นที่ต้องการของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงในพื้นที่น้ำจืด   จึงทำให้มีการเรียกร้องนำเข้ากุ้งขาวเพื่อการเพาะเลี้ยงมีมากขึ้น
                       
            ดังนั้น กรมประมงได้ออกระเบียบว่าด้วยการขอหนังสือรับรองโรงเพาะฟักกุ้งขาว P.vanamei  เพื่อการเพาะพันธุ์ พ.ศ 2545  โดยอนุญาตให้นำพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่ปลอดเชื้อเข้ามาในประเทศเพื่อเพาะพันธุ์ตั้งแต่ 11 มีนาคม – 31สิงหาคม 2545  และขยายเวลาต่ออีก 6 เดือน จนถึง 28  กุมภาพันธุ์ 2546    หลังจากนั้น ได้ว่าจ้างหน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาโครงการประเมินผลกระทบการนำกุ้งขาว P.vanamei เข้าประเทศไทย

2.ทบทวนผลการเลี้ยงกุ้งขาวของภาคเอกชน[2]
            โรงเพาะฟักที่นำพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวเข้ามาเพาะพันธุ์  และกระจายลูกกุ้งที่ได้ไปเลี้ยงยังฟาร์มต่างๆทั่วประเทศ  โดยส่วนใหญ่จะปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงกุ้งขาว  หรือเลี้ยงกุ้งทั้ง 2 ชนิดในฟาร์มเดียวกัน  หรือปล่อยกุ้งทั้ง 2 ชนิดลงเลี้ยงร่วมกัน
            การปล่อยกุ้งขาวขนาด PL10 เพื่อเลี้ยง  น้ำควรมีความเค็มขนาด 10-45 ppt แต่ถ้าหากความเค็มต่ำกว่านี้คือประมาณ 2-9 ppt ควรปล่อยลูกกุ้งขนาด PL13 ขึ้นไป  หรือหากความเค็มน้อยกว่า 2 ppt  ลูกกุ้งที่ปล่อยควรมีขนาด PL15 ขึ้นไป   อย่างไรก็ตามลูกกุ้งที่ปล่อยควรจะปรับความเค็มมาแล้วจากโรงเพาะฟัก  ส่วนอัตราการปล่อยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของบ่อเลี้ยง 
            วารสารประมงธุรกิจปีที่3 ฉบับที่34 ประจำเดือนสิงหาคม 2545  ได้นำเสนอผลการเลี้ยงของเอกชนรายหนึ่งว่า เกษตรกรจะปล่อยกุ้งขาว 40 ตัว/ตารางเมตร ราคาลูกกุ้งตัวละ 13 สตางค์  ลงทุนทั้งสิ้น 38,000 บาท  เมื่อจับจำหน่ายจะได้ราคาประมาณ 4 เท่าของต้นทุนดังกล่าว
            จากรายงานของตะวันออกแฮชเชอรี่  เป็นหนังสือคู่มือ ชื่อว่า “กุ้งขาววานามายเคล็ดไม่ลับกับวิธีการเลี้ยงกุ้งขาว” รายงานว่า จากผลการเลี้ยงในบ่อต่างๆ 6 บ่อ ขนาด 2-3.5 ไร่ ปล่อยกุ้ง 150,000 – 350,000 ตัว/บ่อ  อายุการเลี้ยง 87-102 วัน  จับกุ้งได้ขนาด 90-72 ตัว/ก.ก อัตราการรอดร้อยละ 82-94  อัตราแลกเนื้อ 1.17-1.34  ผลผลิตที่ได้1.566-3.676 ตัน/บ่อ
            จากวารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 14 ฉบับที่ 168 สิงหาคม 2546  มีการรายงานถึงความร่วมมือด้านการเลี้ยงกุ้งขาวระหว่างไทยยูเนี่ยนและกุ้งแซมว่า  ปล่อยกุ้งขาวลงเลี้ยงในอัตรา 300,000 ตัว/ไร่  ขนาดบ่อเลี้ยง 4 ไร่  ระยะเวลาการเลี้ยง 94 วัน อัตรารอดร้อยละ 80 ให้ผลผลิต 17.5 ตัน หรือ 4.4 ตัน/ไร่     
นอกจากนี้เกษตรกรบางราย  ยังได้เปิดเผยถึงการเลี้ยงกุ้งขาวเพื่อทำพ่อแม่พันธุ์ว่า  ได้ซื้อกุ้งขาวมาจากฟาร์มแห่งหนึ่ง  200,000 ตัว  ในราคาตัวละ 35 สตางค์  เลี้ยงไปเป็นเวลา 4 เดือน  ได้กุ้งประมาณ 80 ตัว/ก.ก  แบ่งขายไปส่วนหนึ่ง  ส่วนที่เหลือจะเลี้ยงต่อจนครบ 11 เดือน  จึงขายต่อเป็นพ่อแม่พันธุ์  ซึ่งกุ้งแต่ละรุ่นจะเลี้ยงเป็นเวลา 10-12 เดือน   ได้กุ้งขาวขนาดตัวละ 40-45 กรัม  พ่อแม่พันธุ์ขนาดดังกล่าวจะขายได้ราคา ตัวละ 200-300 บาท  หรือบางครั้งจะซื้อกุ้งที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้วประมาณ 3 เดือน  มีขนาดประมาณ 70 ตัว/ก.ก  ราคา 250 บาท/ก.ก  และการซื้อกุ้งดังกล่าวจะตรวจเชื้อต่างๆก่อน  เช่น โรคหัวเหลือง  ตัวแดงดวงขาว แต่ไม่ได้ตรวจโรค TSV (ไม่มีเครื่องมือ)   เลี้ยงกุ้งในอัตรา 3,500 ตัว/ไร่ ที่ความเค็ม 12 ppt  การเลี้ยงแต่ละรุ่นจะได้พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ ร้อยละ 40-50  และจากการสำรวจโรงเพาะฟักกุ้งขาวในภาคกลาง  และภาคใต้ในเดือน ธันวาคม 2546 พบว่า  โรงเพาะฟักส่วนใหญ่จะได้พ่อแม่กุ้งมาจากกุ้งเลี้ยงดังกล่าวแล้วข้างต้นมาผลิตเป็นนอเพลียส เพื่อจำหน่าย  โดยแต่ละฟาร์มจะมีการผลิตประมาณ 6 ล้านตัว/วัน ถึงเกือบ 100 ล้านตัว/วัน  แต่ถ้าราคากุ้งขาวต่ำลงและไม่มีผู้เลี้ยงสั่งซื้อลูกกุ้ง  โรงเพาะฟักเหล่านี้จะหยุดดำเนินการชั่วคราว  จะมีเพียงบางโรงเท่านั้นเท่านั้นที่เสี่ยงเพาะลูกกุ้งและเลี้ยงจนถึงระยะ post larvae   เมื่อไม่มีคนซื้อเจ้าของโรงเพาะฟักก็ปล่อยลูกกุ้งเหล่านี้ลงทะเลไป
แม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับข้อมูลของพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่นำเข้ามาในประเทศไทย  แต่จากการเลี้ยงในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ลูกกุ้งที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์เหล่านี้เจริญเติบโตได้ดี  มีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจในระยะเวลาการเลี้ยง 3 เดือน  และยิ่งไปกว่านั้นการที่มีการผลิตพ่อแม่พันธุ์จากลูกกุ้งเหล่านี้ยังพอแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้าในตอนต้นนั้นไม่มีปัญหาทางพันธุ์กรรม   ส่วนการแคระแกรนในลูกกุ้งบางฟาร์มอาจจะสันนิษฐานได้ทั้งสองลักษณะ คือ ทั้งจากพันธุ์กรรมและจากการติดเชื้อแคระแกรน  ซึ่งน่าจะมีการศึกษาในเรื่องนี้เฉพาะต่อไป
แนวโน้มการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในพื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม 2546  ค่อนข้างเพิ่มมากกว่าในช่วงต้นปี2546  เนื่องจากในช่วงกลางปีราคากุ้งขาวดักว่ากุ้งกุลาดำและเลี้ยงได้ผลดีกว่า  ดังนั้นความต้องการลูกกุ้งขาวจะสูงมากในเดือนก.ย-ต.ค  ทำให้พื้นที่การเลี้ยงกุ้งมีการเปลี่ยนแปลงมาก คือในเดือนตุลาคม 2546 จะมีการลงกุ้งขาวถึง 80%  มีกุ้งกุลาดำ 20% ของพื้นที่ภาคกลางและพื้นที่น้ำจืด  เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคใต้ในจังหวัดภูเก็ต  พบว่าโรงเพาะฟักที่เคยผลิตลูกกุ้งกุลาดำก็เปลี่ยนมาเป็นผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไมแทนความต้องการของตลาด

3.การผลิต
            ประมาณการผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทยในปี 2546 แบ่งตามแหล่งที่มา ดังนี้
                        3.1 กุ้งเพาะเลี้ยง    รวม    335,000  ตันแยกเป็น
                                    กุ้งกุลาดำ            155,000 ตัน
                                    กุ้งขาว                 180,000 ตัน
                        3.2 กุ้งจับจากธรรมชาติ       56,500 ตัน
                        3.3 กุ้งนำเข้า                       25,000 ตัน
                                    รวมทั้งสิ้น             416,500 ตัน
            
4.ต้นทุนการผลิตกุ้งขาวแวนนาไม
              ส่วนเศรษฐกิจการประมงได้ศึกษาเบื้องต้นต้นทุนการเลี้ยงกุ้งแวนนาไม พบว่าต้นทุนการเลี้ยงจะผันแปรตามราคาของลูกกุ้ง ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันทางราชการไม่อนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ จึงมีผลทำให้ราคาลูกกุ้งมีราคาสูงขึ้น  ซึ่งจะเห็นว่า ค่าใช้จ่ายผันแปรที่สำคัญ คือ ค่าอาหารกุ้ง และ ค่าพันธุ์กุ้ง  ต้นทุนต่อกิโลกรัมอยู่ระหว่าง 79 – 95 บาท ( เฉลี่ย 87 บาท/กิโลกรัม) โดยต้นทุนผันแปรตามราคาลูกกุ้งเป็นสำคัญ ส่วนการจัดการระบบการเลี้ยง อัตราการเจริญเติบโต และอัตรการรอดตาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพลูกกุ้งมีความผันแปรไม่มากนัก เนื่องจากกุ้งขาวแวนนาไมมีอายุการเลี้ยงสั้น การเจริญเติบโตและอัตรารอดไม่ผันแปรมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมเป็นพันธุ์กุ้งที่ผ่านการคัดพันธุ์มาแล้วอย่างดีหลาย Generation
 


5.ราคากุ้งขาว
                เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงกุ้งขาวที่ต่ำกว่ากุ้งกุลาดำค่อนข้างมาก   ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันได้ง่ายกว่า  ตลอดจนการเลี้ยงง่ายกว่าผลผลิตและมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน  ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น  ปัจจุบันราคากุ้งขาวมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกขนาด   อย่างไรก็ตามในขนาดกลางและใหญ่ (30-60 ตัว/ก.ก)  ราคากุ้งกุลาดำมีราคาที่สูงกว่ากุ้งขาว  แต่ถ้าเป็นขนาด70-80 ตัว/ก.ก ราคากุ้งขาวจะสูงกว่ากุ้งกุลาดำ


6.เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียการเลี้ยงกุ้งขาว[3]

ข้อดี                        1. จากกุ้งเนื้อส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ง่าย  สามารถเลี้ยงในบ่อดินเป็นเวลา 10-12 เดือน  จะได้พ่อแม่พันธุ์ขนาด 40 กรัม มีการตกไข่ประมาณ 100,000 ฟอง
                        2. กุ้งขาวสามารถปรับตัวได้ดีในสภาวะต่างๆ ทั้งด้านอุณหภูมิ  ความเค็มของน้ำและการกินอาหาร  สามารถเลี้ยงได้ทั่วไปรวมทั้งในพื้นที่น้ำจืด
                        3.สามารถปล่อยกุ้งขาวลงเลี้ยงในอัตราที่หนาแน่นได้  เพราะมีนิสัยกระจายอยู่ทั่วทุกระดับความลึกและกินอาหารธรรมชาติได้ดี  และผลผลิตที่ได้ต่อไร่สูง คือประมาณ 1-4 ตัน/ไร่ ในระยะเวลา 3 เดือน 
                        4. ต้นทุนการผลิตคอนข้างต่ำเพราะสามารถใช้อาหารที่มีส่วนประกอบโปรตีนน้อยได้  ซึ่งมีราคาต่ำ
                        5.เมื่อภาวะการตลาดกุ้งกุลาดำประสบปัญหา  สามารถสลับมาเลี้ยงกุ้งขาวได้โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำได้  เป็นการรักษาธุรกิจและตลาดส่งออกกุ้งทะเลที่ไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นกุ้งชนิดอะไร

ข้อเสีย                        1.โรคที่ติดมากับกุ้งขาวอาจมีการระบาดเข้าสู่กุ้งพื้นเมืองและเศรษฐกิจการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
                        2.ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงกุ้งขาว เช่นต้นทุนที่ต่ำกว่า และราคาขายเป็นสิ่งจูงใจผู้บริโภค  อาจทำให้การเลี้ยงกุ้งกุลาดำอันเป็นกุ้งเศรษฐกิจอาจสลายไป
                        3.ด้วยคุณสมบัติของกุ้งขาวทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงทั่วโลก  บางประเทศเช่น จีน อินโดนีเซียมีความได้เปรียบประเทศไทยในด้านแรงงานและการตลาด  จะทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำในอนาคตได้เช่นกันกับกุ้งกุลาดำได้
                        4.ลูกกุ้งที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์ที่ได้จากการเลี้ยงในบ่อเหล่านี้จะมีคุณภาพเพียงพอต่อไปหรือไม่  และกุ้งขาวมีโอกาสติดเชื้อต่างๆของกุ้งกุลาดำ หรือสายพันธุ์อื่นๆที่มีอยู่ในประเทศได้
                                                                       


--------------------------------------------------------------------------------
[1] รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์: โครงการประเมินผลกระทบการนำกุ้งขาวเข้าประเทศไทย หน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, มีนาคม 2547
[2] รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการฉบับสมบูรณ์ : หน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, มีนาคม 2547
[3] นิตยสารสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ปีที่ 3  ฉบับที่ 22 เดือนเมษายน 2547

http://www.fisheries.go.th/extension/whitesh.htm

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก



เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ คุณยลวิไล ประสมสุข เป็นผู้อำนวยการสำนักฯ นั้น ได้จัดการฝึกอบรมครูผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนของภาคเหนือ จำนวน 85 คน และพร้อมกันนี้ได้ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตาม แนวพระราชดำริฯ และศูนย์สาธิตและส่งเสริมศิลปาชีพภาคเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการเกษตร มีจุดเรียนรู้ที่น่าสนใจและเกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ แบบพอเพียงพึ่งพาตนเอง ได้แก่ การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก

การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก
“เมื่อก่อนนี้ การเลี้ยงกบมักมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ลงทุนสูง และกบมักกัดกินกันเอง แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นหาวิธีการเลี้ยงกบให้คุ้มค่าและเหมาะสม โดยหาวัสดุในท้องถิ่นที่ใช้แล้วนำมาดัดแปลง และยางรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว ก็เป็นวัสดุที่นำมาใช้ในการเลี้ยงกบ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยนำมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับอาคารคอนโดมิเนียมที่ใช้พื้นที่น้อย แต่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาก” จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงกบคอนโดฯ จากการบอกกล่าวของ ร.ต.ประกอบ สีขาว วิทยากรฐานการเรียนรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอ เพียงภาคเหนือ

วิธีการสร้างคอนโดฯ เลี้ยงกบร่วมกับปลาดุก
การคัดเลือกพื้นที่สำหรับสร้างคอนโดฯ ควรอยู่ใกล้บ่อปลาดุก เพื่อสะดวกในการวางท่อระบายอาหารและน้ำจากคอนโดฯ สู่บ่อปลาดุก สำหรับวิธีการสร้างคอนโดฯ มีขั้นตอน ดังนี้
1. วางระบบท่อระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำทิ้งจากคอนโดฯ สู่บ่อปลาดุก
2. นำยางรถยนต์มาวางทับกึ่งกลางท่อระบายน้ำ แล้วใช้ปูนซีเมนต์ยาแนวให้เป็นรูปก้นกระทะด้านล่างสุด เพื่อสะดวกในการให้อาหาร และระบายน้ำ (ถ้าเลือกได้ควรเป็นยางรถปิคอัพ 4 WD เพราะมีขนาดใหญ่ สามารถเลี้ยงกบได้จำนวนมาก)
3. ทิ้งปูนให้แห้ง แล้วเทน้ำใส่ให้ท่วมปูน ตัดต้นกล้วยเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาใส่เพื่อเจือจางความเป็นกรดและความเค็มของปูน จากนั้นระบายน้ำทิ้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์
4. ทำหลังคาซาแรนบังแดด เพื่อไม่ให้ยางถูกแสงแดดมากจนเกินไป ซึ่งจะทำความเสียหายกับกบได้
5. นำยางมาวางซ้อนกัน 3 ชั้น
6. ปล่อยกบอายุ 1-2 เดือน ลงเลี้ยงในคอนโดฯ คอนโดฯ ละ 150 ตัว
7. ใช้ฝาพัดลมเก่าปิดปากด้านบนคอนโดฯ เพื่อป้องกันกบกระโดดออก

วิธีการเลี้ยงกบคอนโดฯ
เมื่อปล่อยกบอายุ 1-2 เดือน ลงเลี้ยงในคอนโดฯ คอนโดฯ ละ 150 ตัว ระยะเดือนแรกให้อาหารปลาดุกเล็ก เดือนที่สองให้อาหารปลาดุกรุ่น และเดือนที่สามไปแล้วให้อาหารปลาดุกใหญ่ การให้อาหารจะต้องปิดรูระบายน้ำ เติมน้ำให้เต็มกระทะ โรยอาหารลงไปให้ลอยน้ำ กบจะลงมากินอาหารจนอิ่ม แล้วก็จะกลับเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในวงยางตามเดิม ควรใส่น้ำในขอบวงยางเพื่อให้ความเย็นแก่กบและถ่ายน้ำทุกวัน เช้าและเย็นก่อนให้อาหาร โดยใช้ขวดน้ำกลั่นที่ใช้แล้ว ตัดเป็นกรวยตักน้ำออกจากวงยาง แล้วระบายน้ำลงสู่บ่อปลาดุก ซึ่งปลาดุกจะได้อาหารเหลือเหล่านั้น สำหรับการใช้ขวดน้ำกลั่นตัดเป็นกรวยตักน้ำเพราะมีความอ่อนสามารถตักน้ำจากวง ยางได้หมด แม้จะตักถูกตัวกบก็ไม่ระคาย การเลี้ยงกบคอนโดฯ นี้ ไม่แนะนำให้ใช้ไฟล่อแมลงให้กบกินกลางคืน เพราะกบไม่ได้พักผ่อน จะจ้องแต่กินแมลง และข้อสำคัญคือ เราไม่รู้ว่าแมลงบางชนิดมีพิษอยู่ในตัว หรือแมลงที่ถูกยากำจัดศัตรูพืชและไม่ตายในทันที เมื่อมาเล่นไฟและตกลงไปให้กบกิน กบกินพิษยากำจัดแมลงเข้าไปด้วยก็จะทำให้กบตายในที่สุด แต่ถ้าจะให้อาหารเสริม ควรจะเป็นหนอนหรือไส้เดือนที่เราสามารถเพาะเลี้ยงเองได้
การเลี้ยงกบคอนโดฯ ควรมีการคัดขนาดทุกๆ สัปดาห์ เพราะกบมีการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ถ้าไม่คัดขนาด จะเกิดปัญหากบกัดกินกันเอง และเมื่อเลี้ยงกบได้ 1 เดือน ควรคัดให้เหลือประมาณ 100 ตัว ต่อคอนโดฯ เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป เลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ คิดเป็นเงิน 1,750 บาท ต่อคอนโดฯ
(กบ 100 ตัว ต่อคอนโดฯ เฉลี่ยได้น้ำหนัก 25 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 70 บาท : 3-5 ตัว ต่อกิโลกรัม)
สำหรับการเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก อัตราการเลี้ยงระหว่างกบกับปลาดุก คือ กบ 100 ตัว หรือ กบ 1 คอนโดฯ จะปล่อยปลาดุก 20 ตัว โดยไม่ต้องให้อาหารปลาดุก ปลาดุกจะกินเศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงกบคอนโดฯ ก็พอเพียงต่อการเจริญเติบโตแล้ว หรือถ้าต้องการให้ปลาดุกโตเร็วขึ้น ก็ให้อาหารเสริมบ้างก็ได้ การจำหน่ายปลาดุก 20 ตัว ประมาณ 5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 40 บาท ก็จะได้ 200 บาท ดังนั้น ถ้ารวมกับการจำหน่ายกบทั้งหมด จะได้ 1,950 บาท ในพื้นที่ประมาณ 10 ตารางเมตร

ข้อดีของการเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก
1. เป็นการใช้อาหารอย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่า เพราะเศษอาหารที่เหลือจากการเลี้ยงกบ จะเป็นอาหารของปลาดุกอีกต่อหนึ่ง
2. ประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างบ่อเลี้ยงกบ โดยใช้วัสดุอุปกรณ์จากสิ่งเหลือใช้ ได้แก่ ยางรถยนต์เก่า ฝาพัดลมเก่า เป็นต้น
3. การดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย ลดปัญหาการเกิดโรค
4. ประหยัดน้ำในการล้างทำความสะอาดบ่อ
5. กบโตเร็ว น้ำหนักดี
6. ลดปัญหาเรื่องการกัดกินกันเอง ทำให้อัตราการรอดสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์

การเลี้ยงกบคอนโดฯ ร่วมกับปลาดุก เกษตรกร/ผู้ว่างงานสามารถทำได้ ให้ผลเร็ว พออยู่พอกิน พึ่งตนเองได้ เหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันนี้
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ และศูนย์สาธิตและส่งเสริมศิลปาชีพภาคเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (053) 299-758


SME การเลี้ยงนกกระจอกเทศ

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ


นกกระจอกเทศเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงกันในขณะนี้ เพราะนอกจากจะนำเอาเนื้อมาบริโภคแล้ว ยังสามารถนำเอาส่วนต่างๆ ของนกกระจอกเทศมาทำประโยชน์ได้ เช่น นำหนังของนกกระจอกเทศมาผลิตกระเป๋า เข็มขัด ขนของนกกระจอกเทศนำมาทำเครื่องประดับ หรือแม้แต่น้ำมันของนกกระจอกเทศก็สามารถนำมาสกัดใช้ได้ 

ลักษณะโดยทั่วไปของนกกระจอกเทศ
นกกระจอกเทศพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 สายพันธุ์ คือ

1. พันธุ์คอดำ - ลักษณะผิวหนังจะมีสีเทา ดำ -เท้าและปากสีดำ ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อย มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุร้าย และเหมาะกับสภาพแวดล้อมในเมืองไทยมากที่สุด
2. พันธุ์คอแดง - ลักษณะผิวหนังสีชมพูเข้ม ตัวผู้จะมีขนสีดำตลอดลำตัว ยกเว้นปลายหาง และปีกมีสีขาว ส่วนตัวเมีย ขนจะมีสีน้ำตาล เทา ขนาดของนกกระจอกเทศพันธุ์คอแดงจะมีขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตเนื้อมาก แต่ปริมาณไข่น้อย ตัวผู้มีนิสัยดุร้าย โดยเฉพาะช่วงผสมพันธุ์
3. พันธุ์คอน้ำเงิน - ลักษณะผิวหนังมีสีฟ้าอมเทา สีขนเหมือนกับพันธุ์คอแดง แต่ตัวจะเล็กกว่าเล็กน้อย ให้เนื้อน้อยกว่าพันธุ์คอแดง แต่จะให้ผลผลิตไข่ในปริมาณที่มากกว่าพันธุ์คอแดง

 

การผสมพันธุ์


- แม่นกที่มีวัยเหมาะสมในการผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงอายุ 18 เดือน ส่วนพ่อนกจะอยู่ในช่วงอายุ 24 เดือน
- การผสมพันธุ์ไม่สามารถกระทำได้ทันที จะต้องปล่อยให้นกอยู่ด้วยกันประมาณ 6 เดือน
- การผสมพันธุ์จะต้องแยกเป็นคู่ ๆ ภายในคอก ซึ่งล้อมด้วยตาข่ายเหล็กสูงประมาณ 1 เมตรเศษ
- ในโรงเรือนควรจะปรับสภาพของพื้นทรายไว้ เมื่อแม่นกออกไข่ก็จะสามารถนำไข่มาเข้าตู้ฟักได้เลย

ผู้เลี้ยงจะต้องสังเกตดูพฤติกรรมของนกว่า พ่อแม่พันธุ์คู่ใดสามารถเข้าคู่กันได้ จึงนำมาตรวจสอบสายพันธุ์ นกทั้งสองตัวจะต้องไม่มีสายเลือดเดียวกัน โดยนกทุกตัวจะต้องมีประวัติ มีเบอร์ติดที่คอ และฝังไมโครชิบไว้ตั้งแต่อายุ 3 เดือน


การวางไข่


หลังจากที่นกผสมพันธุ์กัน แม่นกจะอาศัยอยู่ในโรงเรือนที่เตรียมไว้เพื่อวางไข่ ในโรงเรือนควรเกลี่ยทรายรองพื้นเป็นรังไข่ไว้ ซึ่งพอแม่นกออกไข่ครบตามกำหนด ผู้เลี้ยงก็จะสามารถนำไข่มาเข้าตู้ฟักได้ทันที
หมายเหตุ
- แม่นกสามารถให้ไข่ได้ดีที่สุดในช่วงอายุ 5-10 ปี
- แม่นกบางตัวที่สมบูรณ์ สามารถให้ไข่สูงสุดประมาณ 80 ฟองต่อปี แต่ถ้าแม่นกมีอายุมากขึ้น แม่นกจะให้ไข่ในปริมาณที่น้อยลง
- ในต่างประเทศแม่นกจะสามารถให้ไข่ได้จนถึงอายุ 40 ปี


ระยะเวลาการฟักไข่


หลังจากแม่นกออกไข่แล้ว จะนำไข่เข้าตู้ฟัก เมื่อลูกนกฟักเป็นตัว จะถูกแยกมาเลี้ยงในโรงอนุบาลประมาณ 1 เดือน จากนั้น จะปล่อยไปอยู่รวมกันด้านนอก เป็นโรงเรือนเลี้ยงลูกนก จนอายุครบ 3 เดือน ก็จะแยกไปอยู่อีกโรงเรือนหนึ่ง พออายุครบ 6 เดือน ก็จะย้ายไปเลี้ยงรวมกันกับนกตัวอื่นๆ กระทั่งเมื่อนกกระจอกเทศเข้าสู่วัยผสมพันธุ์ซึ่งมีอายุประมาณ 18-24 เดือน จึงจะแยกเลี้ยงอีกครั้ง โดยแยกออกเป็นคู่ๆ เพื่อให้ผสมพันธุ์กัน


การเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศในช่วงอายุ 0-4 สัปดาห์

อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ ในระยะนี้คือ อุปกรณ์สำหรับให้น้ำ ให้อาหาร เครื่องฟักไข่ วัสดุรองพื้น เป็นต้น ผู้เลี้ยงจะต้องเตรียมไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องสะอาด และผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว (เครื่องกกลูกนกจะต้องตรวจสอบการทำงานให้เรียบร้อยก่อนที่จะใช้งานจริงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง) สำหรับข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการและการเลี้ยงดูลูกนกกระจอกเทศในระยะนี้ มีดังนี้
1. เปิดสวิทซ์ไฟเครื่องกกก่อนนำลูกนกกระจอกเทศเข้ามาประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 90-95 องศาฟาร์เรนไฮต์
2. เติมวิตามินในน้ำที่ใช้สำหรับเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศ ก่อนที่จะให้ลูกนกกินประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำให้มีความใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม และให้ลูกนกกินน้ำผสมวิตามินประมาณ 10-14 วัน
3. ลูกนกกระจอกเทศ อายุ 2-3 วันแรก อาจจะไม่จำเป็นต้องให้อาหาร เพื่อให้ลูกนกกระจอกเทศดูดซึมอาหารและย่อยไข่แดงหมดเสียก่อน จากนั้นให้อาหารข้นที่มีโปรตีน 20-22% พลังงาน 2,700 กิโลแคลอรี่ แคลเซี่ยม 1.4 % ฟอสฟอรัส 0.7% หลังจากนั้น 7-10 วัน อาจให้หญ้าสดที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ แก่ลูกนกกระจอกเทศเพิ่มขึ้น
4. ระยะแรก ลูกนกกระจอกเทศจะยังไม่รู้จักน้ำและอาหาร ผู้เลี้ยงควรนำลูกนกไปยังที่ให้น้ำแล้วจับปากจุ่มน้ำ 2-3 ครั้ง และนิสัยโดยทั่วไปของนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ร่าเริง ดังนั้น ในภาชนะให้อาหารอาจจะใส่ลูกบอลพลาสติก ลูกปิงปอง หรือลูกกอล์ฟ เพื่อให้ลูกนกเล่นไปด้วย จิกกินอาหารไปด้วย วิธีนี้จะทำให้ลูกนกกระจอกเทศกินอาหารได้มากยิ่งขึ้น
5. ควรขยายพื้นที่บริเวณที่ใช้กกลูกนก (ขยายวงล้อมกก) ออกทุกๆ 3-4 วัน การขยายพื้นที่ออกมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพอากาศ และควรลดอุณหภูมิในบริเวณที่ใช้กกลูกนกครั้งละ 5 ํF โดยจะใช้เวลากกลูกนกกระจอกเทศประมาณ 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ให้สังเกตความสมบูรณ์ของลูกนกด้วย
6. อัตราการเจริญเติบโตในระยะแรก นกกระจอกเทศจะมีอัตราการเติบโตประมาณเดือนละ 1 ฟุต จนนกกระจอกเทศสูงถึง 5-6 ฟุต อัตราการเจริญเติบโตจึงน้อยกว่า 1 ฟุตต่อเดือน
7. ควรให้แสงสว่างในโรงเรือนตลอด 24 ชั่วโมงในระยะ 4 สัปดาห์แรก หลังจากนั้น ให้ลดระยะเวลาในการให้แสงสว่างลงเหลือ 20-23 ชั่วโมง
8. ควรตรวจดูวัสดุรองพื้นอยู่เสมอ ไม่ให้ชื้นแฉะหรือแข็งเป็นแผ่น หรือมีกลิ่นของก๊าซแอมโมเนีย ถ้ามีต้องรีบแก้ไขทันที
9. ควรสังเกตอุจจาระของนกกระจอกเทศตลอดเวลา นกกระจอกเทศที่ปกติจะถ่ายอุจจาระอ่อน ไม่แข็งแห้ง ปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำใส ไม่เหนียว หรือขุ่นข้น
10. ควรเอาใจใส่เรื่องสุขาภิบาล เมื่อนกกระจอกเทศแสดงอาการผิดปกติ ผู้เลี้ยงจะต้องรีบหาสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วนต่อไป


การเลี้ยงลูกนกกระจอกเทศเล็ก (อายุ 1-3 เดือน)
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการกกลูกนกกระจอกเทศ หรือเห็นว่าลูกนกแข็งแรงดีแล้ว ผู้เลี้ยงควรดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ยกเครื่องกกออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ลูกนกตกใจ และสังเกตอาการของลูกนกกระจอกเทศ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยทันที
2. ภาชนะที่ให้อาหาร ควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และให้อาหารลูกนกกระจอกเทศครั้งละน้อยๆ วันละ 4-5 ครั้ง ส่วนภาชนะที่ให้น้ำ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และมีน้ำให้นกกระจอกเทศกินตลอดเวลาด้วย
3. เมื่อลูกนกกระจอกเทศแข็งแรงและสมบูรณ์ดีแล้ว ควรปล่อยให้ลูกนกได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกโรงเรือนอนุบาลบ้าง เพราะจะทำให้ลูกนกแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
4. ตรวจสุขภาพของลูกนกกระจอกเทศเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนจัดสภาพแวดล้อม การระบายอากาศและวัสดุรองพื้นให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ
5. จดบันทึกอัตราการตาย การกินอาหาร การให้ยาหรือวัคซีนและอัตราการเจริญเติบโต ตลอดจนข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้น


การเลี้ยงนกกระจอกเทศรุ่น (อายุ 4-23 เดือน)
การเลี้ยงและการจัดการในระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่นกกระจอกเทศเจริญเติบโตเร็วมาก น้ำหนักตัวในระยะนี้จะไม่สอดคล้องกับขาของนกที่มีขนาดเล็ก นกกระจอกเทศจึงมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับขารับน้ำหนักไม่ไหว หรือขาผิดปกติ ดังนั้น เพื่อให้ได้นกกระจอกเทศที่ดี ผู้เลี้ยงจึงต้องเอาใจใส่เป็นอย่างมาก แนวทางการเลี้ยงดูนกกระจอกเทศในระยะนี้ คือ
1. การให้อาหารสำหรับนกกระจอกเทศในระยะนี้ ประกอบด้วยพลังงาน 2,400 กิโลแคลลอรี่ โปรตีน 18% แคลเซียม 1.6% ฟอสฟอรัส 0.8% และเสริมด้วยหญ้าแห้งหรือหญ้าสด นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรควบคุมน้ำหนักตัวของนกกระจอกเทศ อย่าให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป เพราะขาของนกยังพัฒนาไม่เต็มที่ พอจะรับน้ำหนักตัวของนกกระจอกเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้
2. ควบคุมการระบายอากาศภายในโรงเรือน ส่วนบริเวณภายนอกโรงเรือนที่ให้นกกระจอกเทศเดินเล่น ผู้เลี้ยงจะต้องระมัดระวังอย่าให้มีเศษวัสดุ เช่น เศษผ้า เหล็ก ตะปู ฯลฯ ตกหล่นอยู่ เพราะนกจะจิกกินซึ่งอาจจะทำให้นกกระจอกเทศตายได้ (Hardware Disease)
3. จัดอัตราส่วนพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศ โดยกำหนดพื้นที่ให้ตัวละ 1.5 ตารางเมตร สำหรับในบริเวณที่เป็นโรงเรือน และบริเวณด้านนอกที่วิ่งเล่นอย่างน้อยตัวละ 200 ตารางเมตร นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงไม่ควรเลี้ยงรวมเป็นฝูงเดียวกันมากกว่า 40 ตัว
4. เพิ่มจำนวนภาชนะให้น้ำและอาหารให้เหมาะสมกับจำนวนนกกระจอกเทศ ที่เลี้ยงในแต่ละฝูง ผู้เลี้ยงควรทำความสะอาดภาชนะที่ให้น้ำและอาหารเป็นประจำทุกวัน
5. ไม่จำเป็นต้องให้แสงสว่างมากในเวลากลางคืน แสงสว่างตามธรรมชาติที่นกกระจอกเทศได้รับก็เพียงพอแล้ว
6. จดบันทึกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการกินอาหาร อัตราการตาย การเจริญโตและอาการผิดปกติต่างๆ


การเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ-แม่พันธุ์ (อายุ 2 ปีขึ้นไป)
นกกระจอกเทศที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จะเริ่มให้ผลผลิตเนื้อและผสมพันธุ์ได้ เมื่อเพศเมียมีอายุ 2 ปีขึ้นไป และเพศผู้มีอายุ 2.5 ปีขึ้นไป นกกระจอกเทศจะให้ผลผลิตติดต่อกันได้นานถึง 40 ปี ดังนั้น เพื่อมีผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ ผู้เลี้ยงจึงควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ควรให้อาหารที่ประกอบด้วยโปรตีน 15-17% พลังงาน 2,300-2,600 กิโลแคลลอรี่ แคลเซี่ยม 18% ฟอสฟอรัส 0.9% วันละ 1-3 กิโลกรัมต่อตัว และควรเสริมด้วยหญ้า นอกจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องมีหินเกล็ดตั้งไว้ให้นกจิกกินด้วย เพื่อช่วยในการย่อยอาหารของนก
2. ภาชนะที่ให้น้ำและอาหาร ผู้เลี้ยงควรหมั่นทำความสะอาดทุกวัน และมีน้ำตั้งไว้ให้นกกินอยู่ตลอดเวลา
3. อัตราส่วนของคู่ที่ใช้ผสมพันธุ์ คือ เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 1-3 ตัว
4. จัดพื้นที่ให้เหมาะสม โดยใช้อัตราส่วนพื้นที่ภายในโรงเรือนตัวละ 5-8 ตารางเมตร และบริเวณลานนอกโรงเรือนตัวละ 400-500 ตารางเมตร นอกจากนี้ควรเลี้ยงฝูงละประมาณ 2-4 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 1-3ตัว) เท่านั้น
5. เก็บไข่ออกทุกวัน และนำไปรวบรวมไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรอการเข้าตู้ฟัก แต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีไข่ปลอมวางไว้เพื่อให้แม่นกกระจอกเทศวางไข่ติดต่อไปเรื่อยๆ และควรจะขังนกกระจอกเทศไว้ด้านนอกโรงเรือนก่อนที่จะเก็บไข่ออก เพราะนกกระจอกเทศช่วงผสมพันธุ์จะดุร้าย อาจทำอันตรายผู้เลี้ยงได้
6. ตรวจสุขภาพนกกระจอกเทศทุกวัน หากมีปัญหาหรือมีอาการผิดปกติต้องรีบแก้ไขโดยทันที
7. ตรวจดูสภาพภายในโรงเรือนเป็นประจำทุกวัน หากอุปกรณ์ใดชำรุดจะต้องรีบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที หรือแก้ไขให้เหมาะสมที่จะใช้งานได้ต่อไป
8. จดบันทึกการให้ผลผลิต การตาย การกินอาหาร การให้ยา วัคซีน และอื่นๆ เป็นประจำทุกวัน


การให้อาหาร
นกกระจอกเทศเป็นสัตว์กินพืช กระเพาะจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระเพาะบด จะมีลักษณะเหมือนกระเพาะไก่ และกระเพาะพักจะมีลักษณะเหมือนกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น โค กระบือ ดังนั้น อาหารนกกระจอกเทศ จึงควรเป็นพืช ผัก หญ้า และสัตว์เล็กๆ เช่น ลูกกบ จิ้งจก หรือแมลงต่างๆ นอกจากนี้ นกกระจอกเทศยังจิกกินก้อนหิน หรือหินเกล็ดเล็กๆ เพื่อช่วยในการบดย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะบด สำหรับการเลี้ยงในระบบฟาร์ม อาหารของนกกระจอกเทศมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผู้เลี้ยงจะต้องคำนวณให้ตรงตามความต้องการของนกกระจอกเทศในแต่ละช่วงอายุ โดยจะต้องมีแร่ธาตุอาหารครบถ้วนและเพียงพอ โดยเฉพาะแคลเซียม ความต้องการอาหารในแต่ละช่วงอายุ สามารถแบ่งออกได้เป็นดังนี้


 
ปัญหาในการเลี้ยง
การเลี้ยงในระยะ 1-3 เดือนแรกเป็นช่วงที่มีปัญหามากสำหรับผู้เลี้ยง แต่ถ้าทำตามขั้นตอนต่างๆ อย่างถูกต้อง ปัญหาการตายของลูกนกก็จะลดลง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ผู้เลี้ยงจะต้องฝึกให้ลูกนกระจอกเทศรู้ว่า แหล่งอาหารอยู่ตรงไหน เพื่อไม่ให้นกกระจอกเทศไปกินดิน กินหญ้า เนื่องจากระบบการย่อยอาหารของลูกนกยังอ่อนแอ


ทำไมการเลี้ยงนกกระจอกจึงน่าสนใจ ?
- มีปัญหาน้อยเกี่ยวกับโรคระบาด พยาธิ โรคอื่นๆ รวมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเนื้อนกกระจอกเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมไปกับการวิจัยและพัฒนาตลาด
- ตลาดมีความต้องการพ่อแม่พันธุ์นกกระจอกเทศ เนื่องจากการเลี้ยงนกกระจอกเทศกำลังได้รับความสนใจและขยายตัวอย่างรวดเร็ว


แหล่งข้อมูล
เกษตรสร้างอาชีพ "ฟาร์มนกกระจอกเทศ,".นิตยสารเส้นทางเศรษฐี. ฉบับที่ 74 เดือนเมษายน ปี 2544,หน้า 43-45.
ผลผลิตจากนกกระจอกเทศ. http://web.ku.ac.th/agri/ostrich/

http://www.ismed.or.th/SME2/src/bin/controller.php?view=knowledgeInsite.KnowledgesDetail&p=&nid=&sid=51&id=1784&left=54&right=55&level=3&lv1=3

การเลี้ยงหมูหลุม เศรษฐกิจแบบพอเพียง



http://www.youtube.com/watch?v=5PNP9NLKfRA&feature=related

10 สัตว์ป่าสู่สัตว์เศรษฐกิจ



http://www.youtube.com/watch?v=kmMJZjsiNzE

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

การวางแผนการตลาดของบริษัทชื่อดัง

         บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย หรือ “กลุ่มซีพีเอฟ”เป็นกลุ่มบริษัทผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของประเทศไทย โดยมีฐานการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทยและบางส่วนในต่างประเทศโดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาดของซีพีเอฟจำนวนประมาณ 23,913 ล้านบาท
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) บริษัทมุ่งมั่นที่จะผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ สะอาดถูกสุขอนามัย และปลอดภัยต่อการบริโภค สอดคล้องกับความพึงพอใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และจัดจำหน่ายในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพในประเทศต่างๆ
บริษัทมีเป้าหมายในการคงความเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารสัตว์พร้อมๆ กับต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจเนื้อสัตว์และอาหารทั้งในประเทศไทยและในทุกประเทศที่บริษัทมีการลงทุน พร้อมกับความมุ่งหวังในการสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานอย่างเหมาะสม ภายใต้นโยบายการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
กับการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
การดำเนินธุรกิจสามารถแบ่งเป็น 2 ธุรกิจหลัก คือ (1) ธุรกิจสัตว์บก และ (2) ธุรกิจสัตว์น้ำ โดยธุรกิจสัตว์บกมีสินค้าหลักครอบคลุมในกลุ่มของไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ด และสุกร โดยธุรกิจสัตว์น้ำมีสินค้าหลักครอบคลุมในกลุ่มของกุ้งและปลาผลิตภัณฑ์ของแต่ละธุรกิจสามารถแบ่งได้เป็น 3 หมวดหลัก คือ หมวดอาหารสัตว์ หมวดเนื้อสัตว์ (รวมถึงสัตว์มีชีวิต)และเนื้อสัตว์ปรุงสุกและผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน


กลยุทธ์การดำเนินงาน

      เป็นที่ทราบกันแล้วว่า CP เติบโตจากบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ ซึ่งมีคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนเป็นเจ้าของโดยลักษณะของชนชาติจีนนั้นมีความชำนาญในด้านการค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีความรู้และความเชื่อที่ถือเป็นศาสตร์ที่นับถือกันมามากกว่าพันปีแล้ว ได้แก่ความรู้ด้าน “โหงวเฮ้ง” มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการของบริษัท สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งเพราะผลงานของ CP นั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันอยู่แล้วว่า กลยุทธ์การดำเนินงานของ CP นั้น เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่จากการดูงานที่บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และการบรรยายของ นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการด้านประสานกิจกรรมสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การตลาดหลายประการ พบว่ากลยุทธ์เหล่านี้มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงที่ทันต่อเหตุการณ์ อยู่ตลอดเวลาขณะเดียวกัน กลยุทธ์เหล่านี้ถูกกำหนดโดยบุคลากรที่มีคุณภาพของบริษัทซึ่งบริษัทได้เน้นหนักตลอดเวลาในการพัฒนา บุคลากรโดยการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ พอจะกล่าวได้ว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดแผนและการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่

-ข้อมูลที่ทันเหตุการณ์ และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
-บุคลากรที่คิดเป็น มีคุณภาพด้านการปฏิบัติและการแก้ปัญหา
-ระบบการบริหารจัดการ
ขั้นตอนของการกำหนดกลยุทธ์การตลาดเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวางแผน  ในที่นี้ เป็นการวิเคราะห์ประเทศไทย โดยใช้เครื่องมือ SWOT  ภายใต้หลักคิดที่ CP ยึดถือ

หลักคิด
1. ใช้ยุทธศาสตร์ในการทำสงครามของ “ซุนวู” จากเรื่อง “สามก๊ก” ได้แก่
“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
2. ใช้แนวทาง “เถ้าแก่น้อย”

การวิเคราะห์ SWOT ของประเทศไทย
  1. จุดแข็งด้านสังคม 
1.ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ดินฟ้า อากาศ สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การทำการเกษตร
2.กสิกรรมอยู่ในสายเลือดของคนไทย นิสัยคนไทยเป็นชาวพุทธรู้จักให้อภัย มีหลักยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่รวมศูนย์จิตใจคนไทย
ด้านเศรษฐกิจ
•ที่ตั้งของประเทศไทย ใกล้ตลาดสำคัญของโลก ได้แก่ จีน อินเดีย ฯลฯ มีทางออกสู่ตลาดโลกในภูมิภาคต่าง ๆ

  2. จุดอ่อน
ปัญหาด้านการผลิต
•ขาดวิชาการและเทคโนโลยีในประเด็นของความครบถ้วนทั้งวงจร เช่นเปลี่ยนเกษตรกรรมในเชิงเกษตรผสมผสานไปสู่พืชเชิงเดี่ยว โดยขาดความเข้าใจถึงผลเสียของพืชเชิงเดี่ยวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ และพื้นฐานการดำรงชีวิต และทำให้เกิดหนี้สินตามมามากมาย  เนื่องจากผู้ส่งเสริมที่ทำหน้าที่เป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ไม่เข้าใจวิธีคิดในเชิงธุรกิจ ซึ่งต้องมองภาพรวมทั้งกระบวนการ
•เพิ่มผลผลิตโดยวิธีขยายพื้นที่ ไม่ได้เน้นการสร้างรายได้ต่อหน่วยพื้นที่
•ความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ป่าถูกทำลาย ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล
•เกษตรกรไทย “ยิ่งทำยิ่งจน” กลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ในประชากรทั้งหมดของประเทศขณะนี้เหลือภาคเกษตรเพียง 49% ของประชากรไทย ซึ่งมีเพียง 7% ของภาคเกษตรเท่านั้นที่แข่งขันได้ และอีก 20% ของภาคเกษตรเป็นผู้ด้อยโอกาส
ปัญหาด้านการตลาด  (ภายในประเทศ)
•อำนาจต่อรองน้อย ขึ้นกับนายทุน
•ช่องทางจำหน่ายมีน้อย ขึ้นกับพ่อค้าคนกลาง
•ข้อมูลข่าวสารน้อย ไม่ทันเหตุการณ์  ในกรณีนี้รัฐควรเป็นผู้สนับสนุนข้อมูลที่วิเคราะห์ / สังเคราะห์ แล้วให้กับเกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ให้ทันเหตุการณ์ และฝึกให้เกษตรกรคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เข้าใจวิธีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องตลาด
ปัญหาด้านยุทธศาสตร
•สินค้าเกษตรถูกกดราคาเพื่อให้ค่าครองชีพของคนเมืองต่ำลง เช่น “ไข่” กลายเป็นสินค้าการเมือง  ถ้ารัฐบาลใดปล่อยให้ไข่ราคาสูง จะกลายเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวของรัฐบาล
•ข้อมูลการตลาดไม่ชัดเจน และล่าช้า
•ขาดการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิต – แปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย
•การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

  3. อุปสรรค
อุปสรรคด้านตลาดโลก
•ผลกระทบจากการปฏิวัติเขียว ทำให้หลายประเทศในโลกมุ่งเน้นการรักษา Food Security ของตน  และไม่เปิดให้สินค้าเกษตรบางอย่างเข้าประเทศ
•สิทธิกีดกันทางการค้า องค์กรต่างๆ  เช่น WTO มีระเบียบข้อบังคับมากมายที่มีผลต่อผลผลิตสินค้าเกษตรของไทย
4. โอกาส
สภาพแวดล้อมภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อประเทศไทยในด้านการผลิตและการตลาด สินค้าเกษตรในทางบวก ได้แก่สถานการณ์สากลที่เกื้อหนุน เช่น สภาวะสงคราม ความแห้งแล้ง หรือภูมิประเทศที่จำกัดทำให้เกิดความต้องการสินค้าประเภทอาหาร กระแสสังคมด้านการรักษาสุขภาพ ทำให้เน้นความปลอดภัยของสินค้าอาหารและบริโภคจากผลการวิเคราะห์ สามารถสรุปผล สังเคราะห์ออกมาเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรของไทย ซึ่ง CP ได้สรุปไว้และใช้เป็นแนวทางของบริษัทในการดำเนินงานด้านการตลาด


เป้าหมาเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ
             บริษัทมีเจตนารมณ์ที่จะมุ่งไปสู่การเป็น “ครัวของผู้บริโภคทั่วโลก” (Kitchen of the World) ที่จะเป็นผู้ผลิตอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ สะอาดถูกสุขอนามัย และปลอดภัยต่อการบริโภคด้วยความมุ่งมันที่จะพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของ
ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมาก
ขึ้นบริษัทมีเป้าหมายในการคงความเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารสัตว์ที่เป็นธุรกิจอาหารสัตว์ที่เป็นธุรกิจ
แรกเริ่มของบริษัท พร้อม ๆไปกับการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจเนื้อสัตว์และอาหารจากเนื้อสัตว์ทั้ง
ในประเทศไทยและในทุกประเทศี่กลุ่มบริษัทซีพีเอฟ มีการลงทุน พร้อมไปกับความมุ่งหวังในการ
สร้างผลกำไรจากการดำเนินงานอย่างเหมาะสม ภายใต้นโยบายการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และมีการดูแลกำกับกิจการที่ดี เพื่อให้มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง
สามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับสากล
http://www.bc.msu.ac.th/~std51010912628/BITM/CP02.php

การผลิตไก่เนื้อในประเทศไทย

          ไก่จัดว่าเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน จากจุดเริ่มต้นที่มีการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน โดยใช้ไก่พันธุ์พื้นเมือง1 และปล่อยให้คุ้ยเขี่ยอาหารเอง เมื่อถึงอายุที่สามารถขายได้ จะส่ง
เข้าโรงเชือดและส่งเนื้อออกขายยังตลาดสด วิธีการดังกล่าวส่งผลทำให้มีเนื้อไก่ออกสู่ตลาดน้อย ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังส่งผลให้ราคาขายปลีกอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ

          จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2463 การเลี้ยงไก่เริ่มกลายมาสู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกที่ ฟาร์มบางเบิดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2 นับแต่นั้นเป็นต้นมารูปแบบการเลี้ยงไก่ถูกพัฒนาขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในการเลี้ยง จากรูปแบบการเลี้ยงในครัวเรือน มาสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นฟาร์มเป็นอาชีพ จนเกิดการแยกสายพันธุ์ มีพันธุ์เนื้อ พันธุ์ไข่ เป็นต้น

          พัฒนาการเหล่านี้ส่งผลทำให้มีปริมาณเนื้อไก่เพื่อการบริโภคออกสู่ตลาดมากขึ้น ราคาไก่เนื้อปรับตัวลดลง พร้อมกับการเลี้ยงไก่ในระบบฟาร์มที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับได้รับ
การสนับสนุนจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อย่างไรก็ตามการผลิตไก่เพื่อการพาณิชย์ยังคงเป็นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2516 บริษัทเจริญโภคภัณฑ์จำกัด ได้ร่วมมือกับบริษัทต่างชาติทดลองส่งไก่สดแช่แข็งไปประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในนามของบริษัทกรุงเทพค้าสัตว์ จำกัด นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่มีการส่งออกเนื้อไก่เพื่อการพาณิชย์ไปยังต่างประเทศ

         พัฒนาการะยะต่อมาของอุตสาหกรรมไก่เนื้อ พบว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการส่งออกในลักษณะของไก่สด มาสู่ลักษณะของไก่แปรรูป โดยเริ่มต้นภายใต้เป้าหมายที่จะแสวงหามูลค่าเพิ่มของสินค้า ซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2534 และจากจุดนั้นเองอุตสาหกรรมไก่เนื้อของประเทศไทยได้กลายมาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกอันดับต้นๆของประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แม้ปริมาณการผลิตและการส่งออกจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดของอุตสาหกรรมไก่เนื้อกลับมีลักษณะการวิ่งเข้าสู่ลักษณะของการผูกขาดมากขึ้น มีการกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนมหาศาล และเหลือพื้นที่ให้กับเกษตรกรรายย่อยไม่มากนัก และมีแนวโน้มว่าในอนาคต อุตสาหกรรมไก่เนื้อจะมีเข้าใกล้ความเป็นตลาดผูกขาด (Monopoly) ซึ่งผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอาจไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อของประเทศก่อนที่จะนำไปสู่การสรุปสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
http://sadathailand.org/index.php?option=com_content&view=article&id=13&catid=11:plan1&Itemid=35