วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ชุมชนน่าอยู่สร้างได้เพราะใส่ใจ
โดย...โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ในมุมมองของผม องค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการสร้างชุมชนน่าอยู่ ซึ่งมีฝ่ายบริหารชุมชนทำหน้าที่ในการบริหารจัดการองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่ “การบริหารทรัพย์ส่วนกลาง (Facility Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงบการเงิน (Budgeting) อย่างโปร่งใส การเข้มกับเรื่องของ “ความปลอดภัย” (Security & Safety) และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Environment Management) ของการอยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานในการบริหารจัดการชุมชน แต่องค์ประกอบที่ช่วยขยายความการเป็นชุมชนน่าอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ เรื่องของการสร้างคุณภาพชีวิต (Life Quality)ที่แวดล้อมด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
ธรรมชาติของการอยู่คอนโดมิเนียมก็คือการมีเพื่อนบ้านที่อยู่ห้องข้างๆ ห้องชั้นบน และชั้นล่าง แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน มีความต้องการและวิถีชีวิตที่ต่างกัน ถ้าไม่มีการเอาใส่ใจระหว่างผู้อยู่อาศัยด้วยกัน หรือฝ่ายบริหารชุมชนไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้อยู่อาศัย การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมก็จะไม่มีความสุข
ผมมีตัวอย่างของประสบการณ์ความสุขที่เกิดจากความใส่ใจกัน จากคำบอกเล่าของผู้อยู่อาศัยท่านหนึ่งผ่านทาง e-mail ว่า “ในช่วงวันหยุดนี้ ดิฉันไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กำลังวนหาที่จอดรถอยู่หลายรอบ สักพักก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชั้นจอดรถนั้นตรงรี่เข้ามา แล้วพยายามส่งสัญญาณว่ามีที่ว่าง
ดูพนักงานเขาตั้งใจมากจนนึกชมในใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่นี่อบรมมาดีเชียว ดูแล ช่วยหาที่จอดใส่ใจแบบมากกว่าที่เคยเห็นในห้างสรรพสินค้าอื่น
จนจอดรถเสร็จ เขาก็ยังไม่เดินไป... เขาจะรอพูดอะไรกับเรารึเปล่า คำตอบคือ..เขาบอกว่าเขาเห็นสติกเกอร์ที่หน้ารถเราว่าอยู่โครงการลุมพินี ที่บริษัทเคยส่งเขาไปประจำอยู่ที่นั่นเลยรู้สึกผูกพันเห็นสติกเกอร์แล้วอยากให้บริการ...
สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นจากการฝึกฝน เมื่อปฏิบัติบ่อยครั้งก็กลายเป็นความรู้สึกผูกพันและรักใส่ใจที่จะทำ แม้ในสิ่งที่เกินหน้าที่ความรับผิดชอบก็ตาม
ที่มา http://www.softbizplus.com/real-estate-property-news/428-create-livable-communities-because-they-care-about
ในมุมมองของผม องค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการสร้างชุมชนน่าอยู่ ซึ่งมีฝ่ายบริหารชุมชนทำหน้าที่ในการบริหารจัดการองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่ “การบริหารทรัพย์ส่วนกลาง (Facility Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงบการเงิน (Budgeting) อย่างโปร่งใส การเข้มกับเรื่องของ “ความปลอดภัย” (Security & Safety) และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Environment Management) ของการอยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานในการบริหารจัดการชุมชน แต่องค์ประกอบที่ช่วยขยายความการเป็นชุมชนน่าอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ เรื่องของการสร้างคุณภาพชีวิต (Life Quality)ที่แวดล้อมด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
ธรรมชาติของการอยู่คอนโดมิเนียมก็คือการมีเพื่อนบ้านที่อยู่ห้องข้างๆ ห้องชั้นบน และชั้นล่าง แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน มีความต้องการและวิถีชีวิตที่ต่างกัน ถ้าไม่มีการเอาใส่ใจระหว่างผู้อยู่อาศัยด้วยกัน หรือฝ่ายบริหารชุมชนไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้อยู่อาศัย การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมก็จะไม่มีความสุข
ผมมีตัวอย่างของประสบการณ์ความสุขที่เกิดจากความใส่ใจกัน จากคำบอกเล่าของผู้อยู่อาศัยท่านหนึ่งผ่านทาง e-mail ว่า “ในช่วงวันหยุดนี้ ดิฉันไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง กำลังวนหาที่จอดรถอยู่หลายรอบ สักพักก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชั้นจอดรถนั้นตรงรี่เข้ามา แล้วพยายามส่งสัญญาณว่ามีที่ว่าง
ดูพนักงานเขาตั้งใจมากจนนึกชมในใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่นี่อบรมมาดีเชียว ดูแล ช่วยหาที่จอดใส่ใจแบบมากกว่าที่เคยเห็นในห้างสรรพสินค้าอื่น
จนจอดรถเสร็จ เขาก็ยังไม่เดินไป... เขาจะรอพูดอะไรกับเรารึเปล่า คำตอบคือ..เขาบอกว่าเขาเห็นสติกเกอร์ที่หน้ารถเราว่าอยู่โครงการลุมพินี ที่บริษัทเคยส่งเขาไปประจำอยู่ที่นั่นเลยรู้สึกผูกพันเห็นสติกเกอร์แล้วอยากให้บริการ...
สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นจากการฝึกฝน เมื่อปฏิบัติบ่อยครั้งก็กลายเป็นความรู้สึกผูกพันและรักใส่ใจที่จะทำ แม้ในสิ่งที่เกินหน้าที่ความรับผิดชอบก็ตาม
ที่มา http://www.softbizplus.com/real-estate-property-news/428-create-livable-communities-because-they-care-about
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
กติกาการชนไก่
กติกาการชนไก่
ยุคโบราณแรกเริ่มเดิมที่นั้น กฎกติกาในการชนไก่ไม่มีอะไรมากนัก ดังนี้ เอาไก่สองตัวมาตีกัน ตีกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีฝ่ายแพ้ชนะ ไม่มีการพักยกให้น้ำไก่ ไม่มีการพันเดือยดังเช่นทุกวันนี้ แพ้เมื่อไหร่เลิกชนกันทันที
ต่อมาการชนไก่เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนและเป็นที่นิยมกันมากขึ้นๆ กฎกติกาต่างๆ มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เริ่มมีการจับเวลา โดยนำเอากะลามะพร้าวหรือขันที่เจาะรูมาวางลอยในภาชนะใส่น้ำ เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ ครุถัง กะละมัง ตามแต่จะหาได้ในท้องถิ่น เมื่อกะลามะพร้าวหรือขันจมน้ำให้ถือว่าหมดเวลาชนกัน กะละมะพร้าวหรือขันน้ำจมน้ำเมื่อไหร่เรียกว่า “หมดหนึ่งอัน” มีการพักยกให้ไก่ได้พักเหนื่อย เริ่มรู้จักการให้น้ำไก่ ช่วงพักยกก็ใช้กะลามะพร้าวหรือขันอันเดิมลอยในน้ำเช่นเดียวกัน เมื่อกะลามะพร้าวหรือขันจมน้ำอีกครั้งหนึ่งก็ให้ถือว่าหมดเวลาพัก ตีหนึ่งอันและพักหนึ่งอันสลับกันไปเรื่อยๆ ส่วนจะชนกันกี่อันนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าของไก่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน
ยุคปัจจุบัน
กติกาในการชนไก่ในสนามไก่ชนแต่ละแห่งจะคล้ายกัน แต่อาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด การชนไก่จะชนกันเป็นยกคล้ายกับนักมวย สำหรับในวงการไก่ชนแล้วจะนิยมเรียกว่า “อัน” การชนไก่แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
การแข่งขันกีฬาชนไก่ แบบอาชีพ จะทำการแข่งขันเฉพาะวันเสาร์ และวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่ 8.00 น.เป็นต้นไปจะหยุดแข่งขันในวันที่ตรงกับวันพระและวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยในการแข่งขันจะมีกติกาการแข่งขันทั่ว ๆ ไป ดังนี้
เปรียบไก่โดยการจับตัว ประเมินน้ำหนัก เทียบความสูงโดยเจ้าของไก่เป็นผู้ตัดสินใจ
ไก่ที่เข้าแข่งขันใช้พลาสเตอร์เทปพันปิดเดือย
การแข่งขันไม่เกิน 12 อัน(12 ยก) ใช้เวลาแข่งขันยกละ 20 นาที พัก 20 นาที
ระบบการตัดสินแพ้ชนะ ถ้าไก่วิ่งหนี หันหลังหรือไม่สู้ครบ 3 ครั้ง ถือว่าแพ้ นอนหรือหมอบ
ให้จับลุกขึ้นมาสู้ ถ้าไม่ยอมสู้ถือว่าแพ้
การแข่งขันกีฬาชนไก่ แบบสมัครเล่น(ฺBoxing) การแข่งขันการชนไก่แบบสมัครเล่น จะทำการแข่งขันเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่ 8.00 น.เป็นต้นไปจะหยุดแข่งขันในวันที่ตรงกับวันพระและวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยในการแข่งขันจะมีกติกาการแข่งขันทั่ว ๆ ไป ดังนี้
ลงทะเบียนทำประวัติสายพันธุ์ และชั่งน้ำหนัก
เปรียบไก่โดยใช้น้ำหนัก และความสูงเป็นเกณฑ์
ไก่ที่แข่งขันต้องสวมเดือยด้วยนวมมาตรฐานของสนาม
เข้าปาก เสริมปีกไก่ได้ก่อนการแข่งขัน
แข่งขัน 5 ยก ยกละ 10 นาที พัก 2 นาที
การให้น้ำ ให้ในถาดมุมของตนภายในสนาม โดยใช้อุปกรณ์ที่ทางสนามจัดให้
ไม่มีการไขหัว ถ่างตา และเย็บแผล ระหว่างพักยก
ห้ามใช้น้ำมันหม่อง สารเคมีใดๆ และยาโด๊ป เมื่อตรวจพบถูกปรับแพ้
วัสดุที่ใช้ในการแข่งขัน เช่น ข้าวสุก ขนไก่แยงคอ น้ำ ใช้ของสนาม
ระบบการตัดสินแพ้ชนะ
1. วิ่งหนี หันหลังไม่สู้ 3 ครั้ง นอนหรือหมอบให้ลุกขึ้นสู้ ไม่สู้ถือว่าแพ้เทคนิคัล
น็อกเอาท์ (Tko’s)
2. ปากหลุด ปากถอดหรือหักปล้องอ้อย ตาปิดมีเลือดวิ่งเข้าตา และบาดแผลใน
ดุลยพินิจของนายสนามเห็นว่าไม่ควรแข่งขันต่อไปจะยุติการแข่งขัน ถือว่าแพ้ อาร์เอสซี (RSC)
เจ้าของไก่ต้องการยอมแพ้ได้ เมื่อเห็นว่าไก่ของตนไม่อยู่ในสภาพที่จะแข่งขันต่อไป
โดยการโยนผ้าขาว
3. การให้คะแนน ใชัระบบคอมพิวเตอร์ โดยกรรมการ 3 ท่าน กดให้คะแนนตั้งแต่
ยกที่ 4 ตีถูกคู่ต่อสู้ชัดเจน 1 คะแนน (กรรมการ 2 ใน 3 คนกดจึงได้คะแนน) ตีถูกคู่ต่อสู้
ออกอาการชัดเจน 2 คะแนน (กรรมการ 2 ใน 3 คนกดจึงได้คะแนน)
http://202.29.80.68/kaichon/index.php?m=view&cate=24
สายพันธุ์แมวยอดนิยม
แมวเปอร์เซีย
ถิ่นกำเนิดเริ่มแรกคือประเทศอังกฤษ เรียกว่า Longhair ส่วนอเมริกาเรียกว่า Persian แมวเปอร์เซียจะเป็นแมวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีโครงร่างหนา กระดูกจะดูใหญ่แข็งแรง หัวกลม ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นจุดหักระหว่างจมูกกับหน้าผากอย่างชัดเจน มองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตา จะต่างกับแมวเอเชียอย่างแมวไทยซึ่งจมูกกับหน้าผากเมื่อมองจากด้านข้างค่อนข้างจะเป็นเส้นตรง
แมวเปอร์เซียมีหน้าตาหลากหลายแบบ อาจจะดูยากหน่อยระหว่างแมวขนยาวสายพันธุ์อื่นกับ โครงร่างของแมวเปอร์เซียลำตัวจะต้องสั้น ขาสั้นเตี้ยแต่หนาดูแข็งแรง หัวกลมหน้ากลม หูเล็กปลายหูมน หูอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันและไม่สูงเกินไป ตากลมโต หางสั้นแต่ก็ต้องเหมาะสมกับลำตัว หางตรงไม่คดงอบิดเบี้ยว ขนยาวหนาฟูท่วงท่าการเดินดูดีมีสง่า
แมวเปอร์เซียที่ตรงตามมาตรฐานของ CFA จะมีลักษณะโครงสร้างของใบหน้าและกระโหลกที่กลม มีจุด Brake หรือที่เรียกว่า Stop อยู่กึ่งกลางใบหน้า และตรงกับระดับกึ่งกลางดวงตาพอดี ใบหูเล็กตั้งอยู่ห่างกัน ฐานหูด้านในจะยู่ประมาณแนวเดียวกับหางตาพอดี ดวงตากลมโต ห่างกันพอสมควร ถ้าจะให้ประมาณความห่างระหว่างดวงตา จะประมาณ1.5 ของความกว้างดวงตา ตาไม่เหล่ไม่เข จมูกสั้น ดูโดยรวมแล้วต้องหน้าหวาน ไม่ใช่น่ากลัว รูปร่างของแมวเปอร์เซียก็คือตัวสั้นกลม ดูแล้วตัวกลมๆ ฟูๆ หางไม่สั้นไม่ยาว วัดเมื่อทบหางกลับมาได้ที่หัวไหล่พอดี
แมวบาร์ลิเนส
ลักษณะมาตราฐานของแมวพันธุ์นี้ถูกกำหนดโดย Cat Fanciers’ Association โดยมีลักษณะดังนี้ หุ่นเพรียวยาว รวมไปถึง หัว ขา และหาง ขนยาวเรียวแหลมอ่อนนิ่ม และมีกล้ามเนื้อแข็งแรงซึ่งมีลักษณะคล้ายบรรพบุรุษของมันคือ แมวสยามนั้นเอง แต่มันก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในเรื่องของความยาวของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และลักษณะที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีขนหางที่ยาวปุยคล้ายขนนก
เพราะ แมวบาร์ลิเนสมีขนชั้นเดียว ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ขนยาวอื่น ๆ ทั่วไปซึ่งจะมีขนสองชั้นขนของแมวพันธุ์นี้จะวางตัวราบเรียบชี้ไปด้านหลัง และไม่ทำให้เสียรูปทรงของแมวพันธุ์นี้ลักษณะของสีจุดได้รับการรับรองโดย CFA ซึ่งสีจุดนั้นเป็นสีจุดของแมวพันธุ์สยามราคาของแมวบาร์ลิเนสนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของแมวตัวนั้น ซึ่งสามารถทำให้ราคาสูงได้โดย ให้เข้าประกวดในงานต่าง ๆ เช่น Grand Champion, National หรือ Regional Championตามปกติแล้วนักเพาะพันธุ์จะขายลูกแมว อายุประมาณ 12-16 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอายุที่เหมาะสม หลังจาก 12 สัปดาห์ ลูกแมวควรได้รับการฉีดวัคซีน และได้รับการส่งเสริมด้านร่างกาย สังคมและการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และควรเลี้ยงในร่ม และมีพื้นที่ให้แมวได้ข่วน ซึ่งเป็นนิสัยธรรมชาติของสัตว์ประเภทนี้
ข้อบกพร่องของแมวพันธุ์นี้ก็คือ ขาหลังอ่อนแอ มีการหายใจทางปากเนื่องจากสิ่งกีดขวางในช่องจมูก และบางตัวมีลักษณะที่ฟันบนและฟันล่างไม่สบกัน มีผลทำให้มีลักษณะคางยาวหรือคางสั้นกว่าปกติ ความหงิกงอของหาง นิ้วเกิน และ มีขนมากกว่าหนึ่งชั้น
แมวหิมาลายัน
เป็นแมวลายหลากสี มีต้นตระกูลมาจากทางเปอร์เซีย ต้นตระกูลมีลักษณะผิวแบบ แมวไทยในอเมริกาเหนือ เป็นแมวที่มีแหล่งดั้งเดิมอยู่เทือกเขาหิมาลัย ลำตัวสั้นป้อมและเตี้ย แข็งแรง ขาค่อนข้างเล็ก หูสั้น จมูกสั้น แก้มนูนเต็ม ลูกนัยน์ตากลมม่านในตาเปิด ลูกนัยน์ตาสี น้ำเงินสุกใส ขนยาว บริเวณรอบเอวมีขน่อนนุ่ม รอบๆคอและแก้มมีขนครุยห้อย บริเวณหาง ขนขึ้นหนาทึบ ที่หูจะมีขนยาวเป็นกระจุกห้อยย้อยลงมาน่ารัก
แมวบริติสช็อตแฮร์
ต้นกำเนิดดั้งเดิมเชื่อกันว่าเป็นแมวท้องถิ่นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ มีตำนานว่าบรรพบุรุษของแมวพันธุ์นี้มาจากแมวที่ชาวโรมันเอามาเลี้ยงเมื่อ 2 พันปีมาแล้ว แมวอังกฤษขนสั้น สายพันธุ์นี้มีความโดดเด่นทางกายภาพและความสามารถทางการล่าเหยื่อ รวมทั้งความสุขุม อดทน และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ พันธุ์British Shorthair หาได้ยากในอเมริกา ประมาณ คศ. 1980 เป็นที่ยอมรับมากจากการประกวดโดย CFA จึงเพิ่มการขยายพันธุ์ในอเมริกา โดยสั่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย
รูปร่างขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สมส่วนและแข็งแรง ลำตัวลึก แผงอกแน่น ขาสั้นถึงปานกลาง อุ้งเท้ากลม หัวกลมโต หูปานกลาง คางกระชับ ตากลมโต จมูกสั้นกว้าง แต่ไม่สั้นแบบเปอร์เซีย ขนสั้นแน่น หางยาวปานกลาง โคนหางหนา ปลายหางกลมมน ตัวเมียมีขนาดเล็กว่าตัวผู้ซึ่งมีขากรรไกรล่างใหญ่กว่า สายพันธุ์นี้โตเต็มที่ช้า สีมีหลายสี แต่สีที่นิยมคือสีเทาเข้ม(Blue)
แมวอะบิสซเนียน
ลักษณะนิสัยที่สำคัญของ Abyssinian นี้คงไม่เหมาะแน่สำหรับบุคคลที่ต้องการจะได้แมวเพื่อมาเลี้ยงเป็นแมวสวยงาม หรือเลี้ยงไว้เพียงเพื่อมาไว้นั่งอยู่แต่บนตักเพียงอย่างเดียว เพราะลักษณะนิสัยที่สำคัญของแมวพันธุ์นี้ คือ ความกล้าหาญ, ความทะนงองอาจ, ความอยากรู้อยากเห็น ไม่หยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ เป็นแมวที่ชอบการผจญภัย ชอบโดดขึ้นไปอยู่บนที่สูง ๆ ยกตัวอย่างเช่น บนตู้เย็น หรือบนชั้นวางหนังสือ ชอบไปมีปฏิสัมพันธ์เที่ยวเล่นกับแมวตัวอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งคำว่า Abys นี้ก็เป็นคำที่มีความหมายอยู่ในตัวอยู่แล้ว คือ ความกระตือรือร้น หรือถ้าบุคคลใดต้องการแมวที่สามารถที่จะสร้างเสียงหัวเราะให้ได้ Abyssinian ก็จัดได้ว่าเป็นพันธุ์แมวพันธุ์หนึ่งที่ไม่เป็นรองพันธุ์อื่น ๆ เช่นกัน เพราะท่าทางที่น่ารักชอบผู้คน และฉลาดหลักแหลมของมัน เป็นสิ่งที่ทำให้คนรักแมวต้องชื่นชอบมันอย่างแน่นอน
สำหรับลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Abyssinian ก็คือ ความซื่อสัตย์, รักเจ้าของ, เชื่อฟังคำพูดของเจ้าของ และมีความน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้แต่ละวันในชีวิต เป็นวันที่มีแต่ความสุข เพราะเจ้า Abyssinian นี้จะเข้าไปนั่งอยู่ในจิตใจคุณ คอยแบ่งปันความทุกข์เมื่อยามที่คุณทุกข์ หรือร่วมมีความสุขเมื่อยามที่คุณสุข เป็นเพื่อนร่วมทานอาหารเย็นกับคุณ และคอยติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ใกล้คุณอยู่เสมอ
แมวบอมเบย์
เกิดจากนำแมวพม่าสีน้ำตาลเข้มผสมพันธุ์กับแมวอเมริกันขนสั้นสีดำ ผลก็คือ ได้ลูกแมวสีดำขลับลักษณะสายพันธุ์
สี : ดำขลับ
รูปร่างและขนาด : เป็นแมวขนาดกลางมีกล้ามเนื้อชัดเจน หัวโตหน้าผากกลมกว้าง หูกลมและเอียงไปทางข้างหน้า มีจมูกสั้นสีดำคางเห็นชัดเจน ตากลมโตสีตาเป็นสีทอง ขายาวปานกลางเท้าเล็กรูปไข่
ลักษณะนิสัย : อ่อนโยนไม่ก้าวร้าวสามารถปรับตัวเข้ากับแมวตัวอื่นๆได้ดีและชอบอยู่กับมนุษย์ไม่ปลีกตัวไปไกล
แมววิเชียรมาศ หรือแมวสยาม
แมววิเชียรมาศเป็นแมวที่ชาวต่างประเทศที่รู้จักกันในนามแมวสยาม (Siamese) โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษตั้งแต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่รู้จักกันในแถบสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ลักษณะที่จำเพาะของแมววิเชียรมาศ คือ สีน้ำตาล เป็นแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้มอยู่ 9 จุดบนตัวได้แก่ที่ปลายเท้าทั้งสี่ ปลายหูทั้งสอง ปลายหาง บนจมูก และที่อวัยวะเพศ เมื่อตอนยังเล็กจุดจะไม่ใหญ่มาก ลำตัวเป็นสีครีม แต่จุดจะขยายใหญ่ขึ้นตามอายุจนมีสีน้ำตาลเกือบทั้งหมด พันธุ์แท้จะต้องมีนัยน์ตาสีฟ้าใส ขนสั้นแน่นสีขาว หรือสีน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีครั่ง หรือสีน้ำตาลไหม้ที่บริเวณใบหน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่ หางและที่อวัยวะเพศ (ทั้งแมวเพศผู้และแมวเพศเมีย) รวม 9 แห่ง ขณะที่อายุยังน้อย หรือเป็นลูกแมว สีขนจะออกสีครีมอ่อนๆ หรือขาวนวล พอโตขึ้นสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นตามลำดับจนเป็นสีน้ำตาล (สีลูกกวาด
แมวอเมริกัน ไวร์แฮร์
แมวพันธุ์ American Wirehair นี้เป็นลักษณะที่กลายพันธุ์ไปเองตามธรรมชาติ เป็นแมวที่มีขนาดตัวปานกลางจนถึงขนาดใหญ่ ขนไม่เพียงแต่จะยืดหยุ่นและหนาทึบเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะที่หยาบเหมือนเส้นลวด และแข็งอีกด้วย ซึ่งลักษณะนี้เป็นลักษณะที่ทำให้แมวพันธุ์ American Wirehair แตกต่างจากแมวพันธุ์อื่นๆ ลักษณะนิสัย : แมวพันธุ์ American Wirehair เป็นแมวที่มีชีวิตชีวา มีความว่องไว ความปราดเปรียวและกระตือรือร้นในสิ่งรอบข้างตลอดเวลา
แมวเมนคูน
ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดที่สุดของเจ้า Maine Coon ก็คือรูปร่างใหญ่สมส่วน รู้สึกได้ถึงความแข็งแรงและสง่างาม ซึ่งหากเจ้าเหมียวโตเต็มที่แล้วจะมีน้ำหนักมากกว่า 12 กิโลกรัม ส่วนความยาวจากหัวจรดหางจะวัดได้มากกว่า 1 เมตร กล่าวได้ว่าขนาดพอๆกับสุนัขเลยทีเดียว เจ้า Maine Coon จึงจัดเป็นแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาแมวสายพันธุ์ทั้งหลาย และผลจากการพัฒนาสายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้พวกเค้ามีความแข็งแรง สามารถทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีหัว มีขนาดใหญ่สมส่วน โหนกแก้มสูง รูปหน้ายาวปานกลาง ดูเป็นทรงเหลี่ยม หู ใบหูตั้งชี้เรียวแหลม มีขนที่ปลายหูเหมือนแมวป่า ตา ดวงตากลมโต สีเขียว ทอง ทองแดง พบตาสีฟ้าบ้างในเหมียวที่มีขนสีขาว ขน เป็นแมวประเภทขนกึ่งยาว (Semi Long Hair) มีขนปกคลุมหนาแต่ไม่พันกันยุ่ง ขนส่วนหัว คอ และไหล่จะไม่ยาวมาก จะไล่ความยาวจากส่วนหลัง ส่วนท้องไปจนถึงสีข้างและหาง ตัวผู้จะมีขนคอที่หนากว่าตัวเมีย ขา มีขาที่แข็งแรง ความยาวได้สัดส่วนกับลำตัว อุ้งเท้าใหญ่ เท้าหน้าจะมีข้างละ 5 นิ้ว ส่วนเท้าหลังมีข้างละ 4 นิ้ว
การให้อาหารตามปกติอาจยังไม่พอ ควรให้อาหารเสริมแก่เจ้าตัวโตด้วยเนื้อสัตว์โปรตีนสูงไขมันต่ำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเจ้าเหมียวให้ล่ำบึ้กMaine Coon เป็นแมวที่ไม่ค่อยมีปากเสียงมากนัก คุณสามารถหาเห็บ หมัด เช็ดหู สางขน โดยที่เหมียวไม่ปริปากบ่นรำคาญสักแอะ แถมยังชอบอีกด้วยแมวกึ่งขนยาวแบบ Maine Coon จะไม่มีปัญหาขนพันกันยุ่งแบบแมวขนยาวอย่างเปอร์เซีย การดูแลจึงทำได้ง่ายขึ้น
http://202.143.142.148/~615439/?page_id=68
สุนัขเพื่อนรัก 10 อันดับ พันธุ์ฮิตยอดนิยม
สุนัข สัตว์เลี้ยง (เศรษฐกิจ) เพื่อนรัก 10 อันดับ พันธุ์ฮิตยอดนิยม
จากสัตว์ใช้งานในอดีต บทบาทของ "สุนัข " ในปัจจุบันนี้ กลายเป็นสัตว์สี่เท้าที่มีคุณค่ามากกว่านั้น !!
เพราะจุดประสงค์ของคนเลี้ยงสุนัขเวลานี้คือ "ความเป็นเพื่อน " ที่ต่างเชื่อว่าเจ้าตูบเหล่านี้มีมอบให้ด้วยใจจริง ไม่แสแสร้ง พร้อมมอบความจงรักภักดีต่อผู้มีพระคุณ ขณะที่บางคนเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ เบื่อก็เลิก แต่บางคนก็เลี้ยงดูจริงจัง จนกว่าจะตายกันไปข้างด้วยความนิยมที่เริ่มบูมสุดๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สุนัขเป็นต้นกำเนิดทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งวงการอาหารสุนัข โรงพยาบาลสัตว์ ศูนย์ฝึก และธุรกิจบริการสำหรับคนรักสุนัข อย่างเช่น บริการกรูมมิ่ง เสริมสวยตัดขน บริการนวดแผนโบราณ และสปาสุนัข ค่าบริการ ครั้งละ 300-500 บาท หรือแม้แต่บรรดาเครื่องประดับของแต่งกายสำหรับสุนัขที่มีราคาตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลักหมื่น ต่างก็สร้างผลกำไรให้แก่ผู้ประกอบการมานักต่อนัก พร้อมทั้งช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เลี้ยงมีสีสันอย่างดี โดยเฉพาะ "การซื้อขายลูกสุนัข " เห็นได้ชัดว่าในเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยเริ่มแปรผันสู่ฟาร์มเพาะพันธุ์มืออาชีพ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นสินค้ามีชีวิตที่ตลาดต้องการในการซื้อขายสุนัข ตลาดค้าเจ้าตูบที่รู้จักกันดีก็คือ ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งนับเป็นตลาดบนดินที่มีการซื้อขายสุนัขอย่างคึกคักมากที่สุด มีทั้งแบบมีประวัติ หรือมีใบเพ็ดดีกรี ที่แสดงต้นกำเนิดว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และใครเป็นบรีดเดอร์ โดยมากเจ้าของฟาร์มจะมาตั้งร้านเอง ปล่อยให้สุนัขวิ่งเล่น นอนเล่นในกรง โชว์ความน่ารักแก่ผู้ผ่านไปมาอย่างดี บางร้านติดเครื่องปรับอากาศพร้อมจัดให้ร้านดูสะอาดน่าเชื่อถือ แต่บางร้านก็ไม่เป็นเช่นนั้น...มีหน้าร้านแค่เพียงตะกร้าใบพอเหมาะ ปล่อยให้สุนัขนั่งหงอยทำตาละห้อยอยู่ในนั้น โชว์ความโดดเดี่ยวน่าสงสาร ควรแก่การซื้อไปเลี้ยง พ่อค้าแม่ค้าต่างหอบตะกร้านั่งๆ เดินๆ ประกาศขายอยู่ตามซอกซอย สุนัขส่วนใหญ่ราคาไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท แต่ประเภทนี้ตกเย็นใกล้ตลาดปิด ค่าตัวจะเปลี่ยนไป เหลือแค่ตัวละ 200-300 บาท แม้แต่ตามตลาดซื้อขายตามนิตยสารต่างๆ มีให้เห็นมากมายไม่แพ้กัน ราคาสุนัข มีตั้งแต่หลักพันไปจนสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน แล้วแต่สายพันธุ์และสายเลือด ยิ่งบรรพบุรุษหรือพ่อแม่สุนัขเคยครองแชมป์งานประกวด หรือสุนัขตัวนั้นมีลักษณะดีตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ ครองรางวัล BIS หรือ Best In Show ระดับประเทศ หรือระดับโลก จนโด่งดังมีชื่อในวงการมากเท่าไหร่ ค่าตัวก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปเท่านั้น แต่บรรดาเจ้าตูบซึ่งมีมากกว่า 400 สายพันธุ์ทั่วโลก มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้นที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักในประเทศไทย มีการพัฒนาสายพันธุ์จริงจังเพื่อให้ได้มาตรฐานทัดเทียมในระดับสากลโดยการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาในวงการ จากสถิติการจดทะเบียนสุนัขของสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย) The Kennel Club Of Thailand ซึ่งเป็นสมาคมผู้ให้การรับรองและจดทะเบียนสุนัขสมาคมเดียวในไทยที่ได้รับการรับรองระดับสากล รับรองโดย FCI (Federation Cynologique Internationale) พบว่าในปีที่ผ่านมามีสุนัขเข้าจดทะเบียนมากกว่า 20,000 ตัว
ล่าสุด ในปี 2547 มีสุนัขที่เข้ารับการจดทะเบียนกับสมาคมมากที่สุดใน 10 อันดับแรก ได้แก่
1. ปอมเมอเรเนี่ยน (Pomeranian)
สุนัขในกลุ่ม Toy Group
ปอมเมอเรเนี่ยน มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี เป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง ขึ้นจากอันดับ 3 ในปีก่อน ด้วยความเล็กกะทัดรัด ขนฟูดูสวยงาม ใบหน้าแหลมเล็ก หลายคนหลงใหลในความน่ารักของสุนัขพันธุ์นี้
ลักษณะโดยทั่วไป มีความสูงโดยเฉลี่ยไม่เกินฟุต หรือประมาณ 20 เซนติเมตร หัวกลม ใบหน้ามีส่วนคล้ายสุนัขจิ้งจอก ปากเรียวแหลม ส่วนหัวและใบหน้ามีขนสั้น ตากลมโตและโปนเล็กน้อย หูเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยมตั้งตรงและชิดกัน จมูกดำกลม ขนยาวฟูฟ่องทั่วลำตัว ขนสีดำ โกโก้ แดง ส้ม ขาว เหลือง บางตัวมีหลายสีปนกัน ขนทั้งตัวจะปกคลุมด้วยขนยาว ดก ฝ่าเท้านิ่ม ขนหางเป็นพวงโค้งเป็นวงกลมออกด้านข้าง
นอกจากความเล็กน่ารักแล้ว ความฉลาด ซื่อตรงและร่าเริง ปฏิภาณไหวพริบดี และขี้ประจบของปอมเมอเรเนี่ยน ยังเป็นจุดเด่นที่ทำให้เจ้าของต่างหลงใหล แต่ขณะเดียวกันความเล็กของสุนัขพันธุ์นี้จึงมักมีผลต่อการขยายพันธุ์ที่ค่อนข้างลำบาก ให้ลูกน้อย
ราคาจำหน่าย ระดับเลี้ยงเล่น 8,000-20,000 บาท ระดับประกวด 20,000 บาท ขึ้นไป
2. โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)
สุนัขในกลุ่ม Sporting Group
โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มามากกว่า 200 ปี ในอเมริกา เป็นสุนัขขนาดกลาง ตัวผู้สูงราว 23-24 นิ้ว หนักประมาณ 64-70 ปอนด์ ตัวเมีย สูง 21-23 นิ้ว น้ำหนัก 60-70 ปอนด์ มีสีหลายระดับสี มักจะเป็นสีออกครีมถึงสีเหลืองทอง จนถึงกึ่งเข้มแดงมะฮอกกานี เป็นสุนัขที่มีลักษณะหัวกว้าง และมีช่วงปากที่แข็งแรง ตาสีน้ำตาล หูค่อนข้างใหญ่เป็นรูปสามเหลี่ยม ปรกลงมาด้านข้าง มีขน 2 แบบ คือเรียบกับเป็นลอน ขาหน้าตรงแข็งแรง เท้ากลมคล้ายเท้าแมว ลักษณะหางชี้ตรงระดับเดียวกับหลัง ขนบริเวณหางจะยาวและหนา
นอกจากความสวยของขนที่มันวาว สวยงาม ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ได้รับความนิยมมาก โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ยังได้รับสมญานามว่า "หมาใจดี" บ่อยครั้งที่ภาพความผูกพันระหว่างเจ้าตูบโกลเด้น กับเด็กๆ มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะมีลักษณะนิสัยเป็นมิตร และสุภาพเป็นเลิศ ใจดี ซื่อสัตย์ มีความสามารถพิเศษในการจดจำ ง่ายต่อการฝึกฝน กระฉับกระเฉง และคาบสิ่งของได้ดี ในอดีตจึงมักใช้งานเพื่อหานกที่ถูกยิงตกนำมาให้เจ้าของ
โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ เคยเป็นสุนัขยอดนิยม มีผู้เข้าขอจดทะเบียนมากเป็นอันดับ 1 ในปีก่อน แต่ปีล่าสุดนี้กลับถูกสุนัขพันธุ์เล็กแซงหน้าไปเสียแล้ว
ราคาจำหน่ายปัจจุบัน สุนัขระดับประกวด ประมาณ 15,000 บาท ขึ้นไป สุนัขเลี้ยงเล่น 6,000 - 15,000 บาท ระดับทั่วไป หรือสุนัขบ้าน เริ่มต้นที่ 3,000 บาท
3. ชิสุ (Shih Tsu)
สุนัขในกลุ่ม Toy Group
ชิสุ มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ได้ชื่อว่า "สุนัขพันธุ์ราชสีห์" เพราะมีขนแผงคอเหมือนสิงโต อีกทั้งท่าทางการเดินหรือเคลื่อนไหวที่สง่างาม เดินตรงเชิดหน้าคอเหยียดและมีพวงหางขนยาวจะปกคลุมลงบนหลังชัดเจน ในอดีตจึงเป็นสุนัขที่เลี้ยงกันในราชสำนักของจักรพรรดิ นับเป็นสิ่งสูงค่าสำหรับสามัญชน เป็นสุนัขที่มีชนชั้น
ชิสุ เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักไม่เกิน 18 ปอนด์ สูงประมาณ 9 -10.5 นิ้ว รูปร่างเล็กแต่มีขนยาว เป็นขนสองชั้น หนา ยาวตรงหรือเป็นคลื่นเล็กน้อยปกคลุมลำตัว ขนบนหัวควรผูกรวบให้เรียบร้อย ป้องกันดวงตา ขนที่ก้นและเท้าต้องตัดให้เรียบร้อยเช่นกันเพื่อความสะอาด สุนัขพันธุ์นี้ต้องการการแปรงขนทุกวัน ผู้เลี้ยงต้องมีเวลาในการแปรงขนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
ลักษณะของชิสุที่ดี ควรมีลักษณะขนยาว ไม่ม้วนหยิก สีของขนเป็นสีผสมกันของสีดำ น้ำตาล ขาว มีสีขาวเป็นสีพื้น ส่วนกะโหลกกว้างอย่างสมดุล ตากลมโต นัยน์ตาสีดำ หรือจะเป็นสีน้ำตาลสีตับ แววตาร่าเริงแจ่มใสและเป็นมิตรต่อทุกสิ่ง ส่วนปากสั้นยาวไม่เกิน 1 นิ้ว และไม่มีรอยย่นของผิวหนังรอบปาก ปากไม่แหลม คางไม่ยื่น คอควรตั้งตรงยาวได้สัดส่วนกับลำตัว ลักษณะลำตัวของชิสุต้องมีความยาวของลำตัวมากกว่าความสูงเล็กน้อย อกใหญ่ ลึก หางจะต้องโค้งตั้งขึ้นมาบนหลัง ไม่ห้อยลง มีขนขึ้นเป็นพวงสวยงาม
แม้ ชิสุ จะเป็นสุนัขขนาดเล็ก แต่ก็ได้ชื่อว่า "เล็กแต่อึด" หากมีสุขภาพดีจะเป็นสัตว์ที่มีความทรหดอดทนสูง มีความแข็งแรงดุจสุนัขใช้งาน แต่ข้อดีของสุนัขพันธุ์ชิสุที่สร้างเสน่ห์อย่างดีก็คือ ฉลาด เป็นมิตร มีเสน่ห์ ไม่ดุร้าย ไม่เจ้าอารมณ์ เหมาะสมกับบ้านทุกชนิด
จากสิถิติที่ผ่านมา ชิสุ เป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุอาจเพราะปัจจุบันผู้นิยมเลี้ยงสุนัขมีที่อยู่อาศัยที่เล็กลง ส่งผลให้สุนัขพันธุ์เล็กเพิ่มจำนวนมากขึ้นไปด้วย และด้วยการขยายพันธุ์ที่ง่ายกว่า ชิสุจึงมาแรงแซงสุนัขพันธุ์เล็กพันธุ์อื่น รวมถึงลักษณะขนและหน้าตาสร้างความเพลิดเพลินในการเลี้ยงดูของเจ้าของที่ชอบแต่งตัวให้สุนัข แต่คงไม่เหมาะนักสำหรับเจ้าของที่ไม่มีเวลา
ราคาจำหน่าย ระดับประกวด 15,000 บาท ขึ้นไป ระดับเลี้ยงเล่น 3,500-15,000 บาท ทั่วไป เริ่มต้นที่ 2,500 บาท
4. ปั๊ก (Pug)
จัดอยู่ในกลุ่ม Toy Group
สุนัขพันธุ์ตัวเล็กหน้าย่น มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน มีประวัติยาวนานกว่า 2,500 ปี เป็นสุนัขที่นิยมมากของชาวพุทธในสมัยโบราณ ด้วยมีความเชื่อที่ว่า ปั๊ก เป็นสัตว์เลี้ยงมงคล เพราะลักษณะรอยย่นของใบหน้ามีความหมายตามความเชื่อที่ดี เป็นสิริมงคลต่อผู้เลี้ยง ปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก
ปั๊ก เป็นสุนัขรักเด็ก ร่าเริง กระตือรือร้น มีน้ำหนักไม่เกิน 9 กิโลกรัม สูงไม่เกินฟุต มีลักษณะใบหน้าสีดำเหมือนใส่หน้ากาก ขนสั้นละเอียดนุ่ม ลำตัวมีกล้ามเนื้อ ลักษณะทั่วไป กลม ใหญ่ จมูกสั้น ปากสั้น กระหม่อมไม่โค้ง มีรอยย่นที่หัว ปาก แก้มนิ่ม เท้ากลม ฝ่าเท้าแผ่ มีกล้ามเนื้อที่ขาทั้ง 4 ชัดเจน หางม้วนเป็นเกลียวอยู่บนแผ่นหลังตรงสะโพก
แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องระวังไม่ให้อ้วนจนเกินไป อีกทั้งต้องดูแลเรื่องอากาศเนื่องจากเป็นสุนัขที่มีโพรงจมูกสั้น อาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ
ราคาจำหน่ายทั่วไปเริ่มต้นที่ 4,500 บาท ระดับประกวด 12,000 บาท ขึ้นไป
5.ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)
จัดอยู่ในกลุ่ม Working Group
สุนัขลากเลื่อนที่มีท่วงท่าสง่างาม มีถิ่นกำเนิดจากเอเชียตอนเหนือ มีความอดทนแข็งแรงดีเลิศ อดีตเป็นสุนัขใช้งานลากเลื่อนในเมืองหนาว นับเป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่ง ใจดี ไม่ก้าวร้าว
ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่มีขนสองชั้น สีพื้นเป็นสีน้ำตาล ดำ เทา แต่ใบหน้าต้องมีสีขาวเท่านั้น ขอบตาเป็นสีดำ ขนสั้นตรงฟู แน่น หัวมีขนาดปานกลาง ดูสมส่วนกับขนาดลำตัว ใบหูตั้งตรง รูปตาเรียว หางฟูพอง มักจะโค้งเป็นพวงขึ้น บนหลังคล้ายกับสุนัขจิ้งจอก ต้องการออกกำลังกายเป็นหลัก
จุดเด่นของสุนัขพันธุ์นี้คือ มีความอดทนสูงมาก ทำงานได้ดังหุ่นยนต์ รักเจ้านาย ครอบครัว หรือแม้แต่สุนัขด้วยกันเอง สามารถปรับตัวให้เข้าได้กับสภาพอากาศ วิ่งเร็วมาก สามารถเป็นสุนัขเฝ้ายามที่ดี แต่มักทำตัวเป็นจ่าฝูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เลี้ยงที่มีความกระฉับกระเฉง
ราคาจำหน่าย ระดับเลี้ยงเล่นทั่วไป ประมาณ 8,000-15,000 บาท ระดับประกวด 15,000 บาท ขึ้นไป
6. ร็อตต์ไวเลอร์ (Rottweller)
สุนัขในกลุ่ม Working Group
สุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี มีสีดำ มีแต้มด่างสีน้ำตาลเด่นชัด บริเวณขอบตา ปาก หน้าอก ขาท่อนล่าง และใต้ฐานของหาง ขนสั้น เป็นสุนัขที่มีกล้ามเนื้อชัดเจน ดูสมส่วน ใบหูปรก นิยมตัดหางให้สั้น
สุนัขพันธุ์ร็อตต์ไวเลอร์ ที่ตกเป็นข่าวบ่อยครั้งด้วยความดุร้าย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่มาจากสัญชาตญาณสัตว์ที่ต้องเอาตัวรอดตั้งแต่อดีต มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะสุนัขนักล่าและสุนัขเฝ้ายาม แต่ร็อตต์ไวเลอร์ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่มีความฉลาด ชอบการสัมผัสอย่างทะนุถนอม และสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับการฝึกฝนที่ดี จะเป็นสุนัขที่เชื่อฟังคำสั่ง ใจเย็น เป็นทั้งเพื่อนและยามที่ดีของครอบครัว
ด้วยลักษณะภายนอก ความแข็งแรง ความฉลาดของสุนัขพันธุ์นี้ เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงปศุสัตว์ เพราะมีพื้นที่ให้สุนัขออกกำลังกายได้มากกว่า แต่ก่อนเลือกซื้อ ผู้เลี้ยงควรตัดสินใจให้รอบคอบก่อนว่าเหมาะกับตนหรือไม่ ศึกษาสายพันธุ์ที่ดีเพราะอาจกลายเป็นสุนัขที่ก้าวร้าวเกินควบคุม
ราคาจำหน่ายลูกสุนัข ระดับประกวด 10,000 บาท ขึ้นไป ระดับเลี้ยงเล่น 4,000-10,000 บาท
7.บูลล์ด็อก (Bulldog)
สุนัขในกลุ่ม Non - Sporting Group
เห็นรูปร่างตันๆ กำยำ ดูแข็งแรงอย่างนี้ แต่เป็นที่โปรดปรานของผู้เลี้ยงสุนัขพอสมควร มีถิ่นกำเนิดจากประเทศกรีก ในอดีตเป็นสุนัขที่ใช้ต่อสู้กับวัวซึ่งถือเป็นกีฬาชนิดหนึ่งในสมัยนั้น แต่ต่อมากีฬาสู้วัวถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงเกิดการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีเลือดนักสู้ลดลง จนกลายเป็นสุนัขที่กล้าหาญแต่วางใจได้ ไม่ดุร้ายเหมือนรูปร่าง
บูลล์ด็อก มีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม สูงเต็มที่เพียงฟุตเศษ ลักษณะเด่นคือหัวกลม มีปากและบริเวณใบหน้าย่น ห้อย ขนเกรียนสั้นตรงและเรียบ นิ้วเท้าเวลายืนเหมือนยกขึ้น ขาหน้าตรง เวลายืนแล้วจะกางออกเล็กน้อย หางสั้น โดยมากจะเป็นสีเดียวทั้งตัว แต่มีสีดำที่ใบหน้า ปาก หน้าอก แต่ตอนนี้นิยมสีน้ำตาลลูกวัว ผู้เลี้ยงอาจต้องทำใจไว้ด้วยว่า ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขที่นอนกรน และต้องระวังเรื่องอากาศร้อนเป็นพิเศษ
ราคาจำหน่ายระดับสุนัขเลี้ยงทั่วไป เริ่มต้นที่ 10,000 บาท หากเป็นบูลล์ด็อกระดับประกวด 15,000 บาท ขึ้นไป
8. ยอร์กไชร์เทอร์เรีย(Yorkshire Terrier)
สุนัขในกลุ่ม Toy Group
สุนัขตัวน้อย ขนยาว เส้นบาง มันวาวสลวย มีถิ่นกำเนิดในประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นสุนัขสวยงามมาก เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีชีวิตชีวา รักเจ้าของ ขี้ประจบ สามารถปรับตัวให้เข้ากับชีวิตสังคมเล็กๆ เช่นในอพาร์ตเม้นต์ได้ดี
ลักษณะทั่วไป สี มี 2 สีบนตัว สีน้ำตาลทองจะมีอยู่บนใบหน้า อก ท้อง และบริเวณปลายเท้า เส้นขนจะมีสีดำน้ำเงินที่โคนไล่ลงมาถึงตอนกลาง และจะมีสีน้ำตาลทองที่ส่วนปลายหัว ขนข้างจะมีขนาดเล็ก และเรียบไม่นูนกลม ปากแหลมยาวสมส่วน จมูกจะมีสีดำสนิท หูตั้งเป็นรูปตัววี มีขนสั้นๆ สีทองปกคลุม ขนยาวตรงปกคลุมทั้งตัว เท้าค่อนข้างกลมมีเล็บเท้าสีดำ ขาหน้าจะเหยียดตรง ขาหลังมองจากด้านข้างจะโค้งลงที่เข่าเล็กน้อย หางตัดสั้น
สุนัขพันธุ์นี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะต้องดูแลเรื่องขนเป็นพิเศษ เป็นสุนัขที่ให้ลูกยาก
ราคาจำหน่าย ระดับเลี้ยงเล่นทั่วไป ประมาณ 8,000 - 20,000 บาท มากกว่านั้นเป็นสุนัขในระดับประกวด
9. บีเกิ้ล (Beagle)
สุนัขในกลุ่ม Hound Group
สุนัขล่ากระต่ายในอดีต มีหูที่ยาวปรกลง มีทั้งพันธุ์ธรรมดา มีความสูงประมาณ 13-15 นิ้ว หนัก 18-20 ปอนด์ และพันธุ์อลิซาเบธ บีเกิ้ล (Elisabeth beagle) มีความสูงไม่เกิน 12 นิ้ว มีน้ำหนักไม่เกิน 20 ปอนด์
บีเกิ้ล มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นสุนัขรักสันติ รักเด็ก ไม่เพียงเป็นสุนัขล่าสัตว์อย่างกระต่ายในอดีต ในหลายร้อยปีก่อนบีเกิ้ลยังถูกนายพรานควบคุมเป็นฝูง เพื่อนำไปล่าหมาป่า กวาง แต่ในระยะหลังใช้บีเกิ้ลเป็นสุนัขคาบนกที่เจ้าของล่าได้ เนื่องจากบีเกิ้ลสืบสายพันธุ์มาจากสุนัขดมกลิ่น ประสาทในการรับกลิ่นดีเยี่ยม
แต่สำหรับผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ คงไม่ดีแน่หากหวังจะใช้เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน เพราะความเป็นสุนัขสังคม ไม่ชอบยึดอยู่กับสิ่งใดเพียงสิ่งเดียว อาจทำให้บีเกิ้ลหงุดหงิดได้ง่าย บีเกิ้ลจึงเหมาะที่จะเลี้ยงไว้เพื่อสร้างมิตรภาพกับบุลคลในครอบครัวมากกว่า
ลักษณะทั่วไปของบีเกิ้ล มักมีขนสามสีบนตัว คือ สีขาว สีดำ และน้ำตาล สีที่อกโดยมากเป็นสีขาว ส่วนสีดำกับสีน้ำตาลนั้นจะอยู่บนลำตัว และแผ่นหลังด้านใต้ท้องก็จะเป็นสีขาวเช่นกัน หน้าผากจะตั้งชัดเจน ใบหูยาวปรกลง ขนสั้นตรง หางยาวปานกลาง ค่อนข้างตรงชี้ขึ้น ขนาดกะทัดรัด รูปร่างแข็งแรง
ราคาจำหน่าย ระดับประกวด 15,000 บาท ขึ้นไป ระดับเลี้ยงเล่น ประมาณ 10,000-15,000 บาท
10. ชิ วา วา (พันธุ์ขนเรียบ),(Chihuahua smooth coat)
สุนัขในกลุ่ม Toy Group
ยังคงครองอันดับ 10 อย่างอยู่ตัว ตั้งแต่ ปี 2545 เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก ขนาดพกพา ตาโต ถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโก อดีตเป็นสัตว์ที่เป็นอาหารและถูกบูชายัญ มีสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ขนเรียบและพันธุ์ขนยาว
ชิ วา วา มีความสูงไม่เกิน 5 นิ้ว มีน้ำหนักเฉลี่ย 0.9 - 2.7 กิโลกรัม จัดว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่เล็กที่สุดในโลก มีทั้งสีขาว สีน้ำตาลอ่อน สีทราย สีดำ อาจมีสีเดียวอย่างแดงน้ำตาล ทอง หรือสลับขาวน้ำตาล หัว หน้าผากต้องกลมโค้งเป็นรูปแอปเปิ้ล หูตั้ง ปากสั้นแหลม ขนสั้น ถ้าเป็นพันธุ์ขนยาวจะไม่หยิกม้วน
สุนัขพันธุ์นี้หลายคนต่างหลงใหลเพราะเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ มีเสน่ห์ ขี้ประจบ เป็นสุนัขเฝ้าระวัง เตือนภัยได้ดี เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ไม่มาก แต่ไม่ชอบอากาศเย็น
ราคาจำหน่าย ทั่วไปเริ่มต้นที่ 4,000-10,000 บาท ระดับประกวด ราคา 10,000 บาท ขึ้นไป
...ส่วนสุนัขพันธุ์ไทยอย่าง ไทยหลังอานและไทยบางแก้ว ก็เริ่มยกอันดับตัวเองขึ้นมาเช่นกัน ปัจจุบัน ไทยหลังอานอยู่ในอับดับที่ 13 ส่วนไทยบางแก้ว อยู่ในอันดับที่ 17
ทั้งนี้ ยังมีสุนัขอีกจำนวนมากที่อยู่นอกการจดทะเบียน...เพียงมองเห็นด้วยสายตาก็รู้แล้วว่าจำนวนสุนัขทั้งไทยและต่างประเทศมีจำนวนมากแค่ไหน
แต่ทว่าความสำคัญของผู้เพาะพันธุ์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องปริมาณ เพราะสายพันธุ์ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ สุขภาพดีเท่านั้น จึงจะทำให้วงการสุนัขอยู่รอด
หน้า 48
เทคโนโลยีชาวบ้าน
วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 17 ฉบับที่ 352
http://www.ee43.com/content/topic/242.html
การเลี้ยงไก่แบบปศุสัตว์อินทรีย์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
การเลี้ยงไก่ไข่แบบปศุสัตว์อินทรีย์มีแนวความคิดตั้งแต่การระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547 เมื่อประเทศไทยประกาศเป็นประเทศที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกและมีคนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ทำให้การเลี้ยงสัตว์ปีกมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และเกิดผลกระทบจากการระบาด คือ ประชาชนตื่นตระหนก ขาดความรู้ ความเชื่อมั่น ทำให้ผลผลิตขายไม่ได้ประมาณ 2-3 เดือน จึงเกิดแนวความคิดที่ว่าจะดำเนินธุรกิจเลี้ยงไก่ไข่ต่อไปอย่างมั่นคงได้อย่างไรในภาวะวิกฤติเช่นปัจจุบัน อุดมชัยฟาร์มจึงกลับมาสำรวจจุดอ่อนจุดแข็งของเราว่ามีอะไรบ้าง จึงเริ่มลดค่าใช้จ่ายเป็นลำดับแรก และเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ดังนี้
1. งดซื้อยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำ เนื่องจากในอดีตการเลี้ยงไก่เริ่มตั้งแต่ลูกไก่ไข่จนถึงไก่ไข่กำลังให้ไข่ จะต้องมีการวางโปรแกรมการให้ยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ในยามอากาศปกติ แต่หากสภาพอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก อากาศชื้น หนาวหรือร้อนจัด ก็จะเพิ่มความถี่ในการให้ยาและวิตามิน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์และในขณะเดียวกันอาจพบสารตกค้างในผลผลิตและอาจมีผลกระทบในด้านสุขภาพต่อผู้บริโภค
2. ลดปริมาณการเลี้ยงให้เหมาะสมกับความต้องการ ให้เกิดเสถียรภาพและมั่นคงโดยเน้นสุขภาพสัตว์และผลผลิตที่ปลอดภัยทั้งทางเคมีและชีวภาพ จากการระบาดของไข้หวัดนกในปี พ.ศ.2547 ความต้องการบริโภคไข่ไก่ลดลงอย่างรุนแรง ทำให้กำลังการผลิตเกินความต้องการบริโภค ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดจึงเป็นผลที่ตามมาซึ่งอุดมชัยฟาร์มตระหนักเสมอว่าการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงลดกำลังการผลิตจาก 450000 ตัว เหลือเพียง 50000 ตัวในปัจจุบัน และปรับโครงสร้างการเลี้ยงจากเลี้ยงไก่ไข่แบบเคมีมาเป็นไก่ไข่อินทรีย์ จากการลดปริมาณการเลี้ยงทำให้ไก่ไข่มีสุขภาพแข็งแรงไม่ต้องใช้ยาเพื่อรักษา ไข่ไก่ที่ได้จึงปราศจากสารเคมีและเป็นไข่ไก่เพื่อสุขภาพโดยแท้จริง
3. ผลิตอาหารไก่ไข่ที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย ตามหลักโภชนะของสัตว์ ในการเลี้ยงสัตว์นั้น อาหารสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญ การดำเนินธุรกิจเลี้ยงไก่ไข่ อาหารย่อมเป็นปัจจัยต้นๆของความแข็งแรงและสมบูรณ์ของแม่ไก่ไข่ เพราะไม่เพียงเพื่อดำรงชีวิตของตัวแม่ไก่ไข่เอง แต่แม่ไก่ไข่ยังต้องนำอาหารไปผลิตเป็นไข่ไก่ที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้น อุดมชัยฟาร์มจึงมีโรงผลิตอาหารเพื่อใช้เลี้ยงไก่ไข่ขึ้นเองภายใน เพื่อผลิตอาหารที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของแม่ไก่ไข่ และยังสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่อีกด้วย การผลิตอาหารจะคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติ กล่าวคือ จะไม่นำเอาสารเร่งและสารปรุงแต่งใส่ไปในอาหารเพื่อเลี้ยงแม่ไก่ไข่โดยเด็ดขาดและวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารไก่ไข่นั้น ยังเป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศทั้งหมด เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ปลาป่นและรำละเอียด (รำสด) จึงปราศจากพืชตัดแต่งพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms or GMOs) โดยสิ้นเชิง
4. จากการงดใช้ยาปฏิชีวนะและเคมีภัณฑ์ จึงต้องให้ความสำคัญของสมุนไพรไทยที่สามารถหาได้จากท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและรักษาโรคในบางโอกาส สมุนไพรไทย ได้แก่ ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชัน ฯลฯ การดูแลสุขภาพไก่ให้แข็งแรง ไม่เลี้ยงในเชิงปริมาณแต่จะเน้นที่คุณภาพ โดยนอกจากมีการให้สมุนไพรไทยแล้ว น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นใช้เองงภายในฟาร์มก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อช่วยลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบการย่อยและดูดซึมอาหาร เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับแม่ไก่และยังสามารถลดและดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในโรงเรือนนอกจากนี้ยังสามารถรักษาระบบนิเวศน์วิทยา
5. ประยุกต์ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) จึงปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนกและโรคที่ทำให้เกิดความเสียหายในสัตว์ และยังนำความรู้ดังกล่าวเสนอแนะคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน จนสามารถควบคุมโรคดังกล่าว และได้รับโล่เกียรติคุณจากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548
6. รักษาระบบนิเวศน์วิทยาในการเลี้ยงสัตว์ คือ ไม่ตัดโค่นต้นไม้ยืนต้น แต่จะอนุรักษ์และปลูกเพิ่ม เพื่อลดภาวะโลกร้อนและรักษาสมดุลย์ทางระบบนิเวศน์วิทยา กล่าวคือ การเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยระบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การเลี้ยงไก่ไข่มีอายุการเลี้ยงที่ยาวนาน ดังนั้นจึงมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบกับตัวสัตว์แล้วอาจโน้มนำและก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา เช่น ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพสัตว์นั้นนอกเหนือจากตัวสัตว์เองแล้ว การจัดการฟาร์มก็เป็นอีกปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการป้องกันและแก้ไขในกรณีที่เกิดปัญหา สภาพแวดล้อมที่สัตว์อยู่อาศัยเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม การรักษาไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดินตามธรรมชาติ นอกจากช่วยในด้านอากาศและร่มเงาแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ในท้องถิ่นด้วย ทางฟาร์มมีนโยบายปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเพื่อช่วยในเรื่องสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มและเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนอีก
7. ส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภค หากมีเหลือก็แจกจ่ายให้กับลูกค้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน นอกจากนี้ยังปลอดภัยจากยาเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากภายนอกจึงมั่นใจในความปลอดภัยของผักและผลไม้ที่ผลิตได้ภายในฟาร์มอีกด้วย
http://voramon.wordpress.com/2010/08/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7/
1. งดซื้อยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำ เนื่องจากในอดีตการเลี้ยงไก่เริ่มตั้งแต่ลูกไก่ไข่จนถึงไก่ไข่กำลังให้ไข่ จะต้องมีการวางโปรแกรมการให้ยาปฏิชีวนะและวิตามินผสมน้ำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ในยามอากาศปกติ แต่หากสภาพอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก อากาศชื้น หนาวหรือร้อนจัด ก็จะเพิ่มความถี่ในการให้ยาและวิตามิน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์และในขณะเดียวกันอาจพบสารตกค้างในผลผลิตและอาจมีผลกระทบในด้านสุขภาพต่อผู้บริโภค
2. ลดปริมาณการเลี้ยงให้เหมาะสมกับความต้องการ ให้เกิดเสถียรภาพและมั่นคงโดยเน้นสุขภาพสัตว์และผลผลิตที่ปลอดภัยทั้งทางเคมีและชีวภาพ จากการระบาดของไข้หวัดนกในปี พ.ศ.2547 ความต้องการบริโภคไข่ไก่ลดลงอย่างรุนแรง ทำให้กำลังการผลิตเกินความต้องการบริโภค ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดจึงเป็นผลที่ตามมาซึ่งอุดมชัยฟาร์มตระหนักเสมอว่าการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงลดกำลังการผลิตจาก 450000 ตัว เหลือเพียง 50000 ตัวในปัจจุบัน และปรับโครงสร้างการเลี้ยงจากเลี้ยงไก่ไข่แบบเคมีมาเป็นไก่ไข่อินทรีย์ จากการลดปริมาณการเลี้ยงทำให้ไก่ไข่มีสุขภาพแข็งแรงไม่ต้องใช้ยาเพื่อรักษา ไข่ไก่ที่ได้จึงปราศจากสารเคมีและเป็นไข่ไก่เพื่อสุขภาพโดยแท้จริง
3. ผลิตอาหารไก่ไข่ที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย ตามหลักโภชนะของสัตว์ ในการเลี้ยงสัตว์นั้น อาหารสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญ การดำเนินธุรกิจเลี้ยงไก่ไข่ อาหารย่อมเป็นปัจจัยต้นๆของความแข็งแรงและสมบูรณ์ของแม่ไก่ไข่ เพราะไม่เพียงเพื่อดำรงชีวิตของตัวแม่ไก่ไข่เอง แต่แม่ไก่ไข่ยังต้องนำอาหารไปผลิตเป็นไข่ไก่ที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้น อุดมชัยฟาร์มจึงมีโรงผลิตอาหารเพื่อใช้เลี้ยงไก่ไข่ขึ้นเองภายใน เพื่อผลิตอาหารที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของแม่ไก่ไข่ และยังสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่อีกด้วย การผลิตอาหารจะคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติ กล่าวคือ จะไม่นำเอาสารเร่งและสารปรุงแต่งใส่ไปในอาหารเพื่อเลี้ยงแม่ไก่ไข่โดยเด็ดขาดและวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารไก่ไข่นั้น ยังเป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศทั้งหมด เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ปลาป่นและรำละเอียด (รำสด) จึงปราศจากพืชตัดแต่งพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms or GMOs) โดยสิ้นเชิง
4. จากการงดใช้ยาปฏิชีวนะและเคมีภัณฑ์ จึงต้องให้ความสำคัญของสมุนไพรไทยที่สามารถหาได้จากท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและรักษาโรคในบางโอกาส สมุนไพรไทย ได้แก่ ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชัน ฯลฯ การดูแลสุขภาพไก่ให้แข็งแรง ไม่เลี้ยงในเชิงปริมาณแต่จะเน้นที่คุณภาพ โดยนอกจากมีการให้สมุนไพรไทยแล้ว น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นใช้เองงภายในฟาร์มก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อช่วยลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบการย่อยและดูดซึมอาหาร เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับแม่ไก่และยังสามารถลดและดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในโรงเรือนนอกจากนี้ยังสามารถรักษาระบบนิเวศน์วิทยา
5. ประยุกต์ใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) จึงปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนกและโรคที่ทำให้เกิดความเสียหายในสัตว์ และยังนำความรู้ดังกล่าวเสนอแนะคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน จนสามารถควบคุมโรคดังกล่าว และได้รับโล่เกียรติคุณจากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548
6. รักษาระบบนิเวศน์วิทยาในการเลี้ยงสัตว์ คือ ไม่ตัดโค่นต้นไม้ยืนต้น แต่จะอนุรักษ์และปลูกเพิ่ม เพื่อลดภาวะโลกร้อนและรักษาสมดุลย์ทางระบบนิเวศน์วิทยา กล่าวคือ การเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยระบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การเลี้ยงไก่ไข่มีอายุการเลี้ยงที่ยาวนาน ดังนั้นจึงมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบกับตัวสัตว์แล้วอาจโน้มนำและก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา เช่น ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพสัตว์นั้นนอกเหนือจากตัวสัตว์เองแล้ว การจัดการฟาร์มก็เป็นอีกปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการป้องกันและแก้ไขในกรณีที่เกิดปัญหา สภาพแวดล้อมที่สัตว์อยู่อาศัยเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม การรักษาไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดินตามธรรมชาติ นอกจากช่วยในด้านอากาศและร่มเงาแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ในท้องถิ่นด้วย ทางฟาร์มมีนโยบายปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเพื่อช่วยในเรื่องสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มและเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนอีก
7. ส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภค หากมีเหลือก็แจกจ่ายให้กับลูกค้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน นอกจากนี้ยังปลอดภัยจากยาเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากภายนอกจึงมั่นใจในความปลอดภัยของผักและผลไม้ที่ผลิตได้ภายในฟาร์มอีกด้วย
http://voramon.wordpress.com/2010/08/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


